ยื่นประมูลสิบงาน ได้หนึ่งงาน — ต้นทุนของการยื่นที่ไม่มีใครนับ

29 สิงหาคม 2569อ่าน 10 นาที
ยื่นประมูลสิบงาน ได้หนึ่งงาน — ต้นทุนของการยื่นที่ไม่มีใครนับ

การยื่นทุกงานที่เปิดให้ยื่นไม่ใช่กลยุทธ์ เพราะการเตรียมเอกสารหนึ่งชุดมีต้นทุนจริงเป็นวันทำงาน บทความนี้ให้สูตรมูลค่าคาดหวังของการยื่น และเกณฑ์คัดกรองที่ทำให้อัตราชนะสูงขึ้นโดยยื่นน้อยลง

ธุรกิจรับเหมาและธุรกิจที่ขายให้องค์กรใหญ่จำนวนมากทำงานแบบเดียวกัน คือเห็นประกาศเชิญยื่นข้อเสนอแล้วยื่นไว้ก่อน ด้วยเหตุผลว่าไม่ยื่นก็ไม่มีโอกาส ผลคือทีมใช้เวลาสองถึงสามวันต่อชุดเอกสารในการรวบรวมหลักฐาน คำนวณราคา และจัดรูปแบบให้ถูกตามที่กำหนด ยื่นไปสิบงานได้หนึ่งงาน และไม่มีใครเคยรวมว่าเก้างานที่ไม่ได้นั้นใช้ต้นทุนไปเท่าไร

คำนวณว่าควรยื่นหรือไม่

EV=pชนะ×(P−V)−CเตรียมเอกสารEV = p_{\text{ชนะ}} \times (P - V) - C_{\text{เตรียมเอกสาร}}
มูลค่าคาดหวังของการยื่นหนึ่งครั้งเท่ากับโอกาสชนะคูณด้วยกำไรส่วนเกินของงานนั้น ลบด้วยต้นทุนการเตรียมเอกสาร ตัวอย่างเช่น งานมูลค่า 1.2 ล้านบาท กำไรส่วนเกิน 18 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 216,000 บาท ถ้าประเมินโอกาสชนะจากประวัติจริงได้ 15 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าคาดหวังก่อนหักต้นทุนคือ 32,400 บาท เมื่อการเตรียมเอกสารใช้เวลาคนสองคนสามวัน คิดเป็นต้นทุนราว 24,000 บาท มูลค่าคาดหวังสุทธิเหลือ 8,400 บาท ซึ่งบางมาก และจะติดลบทันทีถ้าโอกาสชนะจริงต่ำกว่าที่ประเมิน

ประโยชน์ของสูตรนี้ไม่ได้อยู่ที่ความแม่นยำ แต่อยู่ที่การบังคับให้ประเมินโอกาสชนะเป็นตัวเลขก่อนตัดสินใจ เมื่อทีมต้องระบุว่าโอกาสชนะกี่เปอร์เซ็นต์และอ้างอิงจากงานลักษณะไหนที่เคยชนะมา บทสนทนาจะเปลี่ยนจากยื่นไว้ก่อนเป็นยื่นเพราะอะไร

ส่งแล้ว12
รอตามผล5
เกิน 7 วัน — ระบบเตือน
ต่อรอง3
ปิดได้4

ใบเสนอราคาทุกใบมีสถานะ — ไม่มีใบไหนถูกลืมจนลูกค้าไปเจ้าอื่น

ข้อเสนอที่ยื่นไปแล้วทุกชุดคือเวลาที่ลงทุนไปแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร

เกณฑ์คัดกรองก่อนเริ่มเตรียมเอกสาร

การคัดกรองควรเกิดก่อนที่ทีมจะเริ่มลงแรง ไม่ใช่หลังจากเตรียมไปครึ่งทางแล้ว คำถามห้าข้อนี้ตอบได้ภายในสามสิบนาทีและตัดงานที่ไม่ควรยื่นออกไปได้มาก

  • เคยชนะงานลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ ถ้ายังไม่เคย โอกาสชนะจริงมักต่ำกว่าที่ประเมินไว้มาก และควรตั้งเป้าเป็นการสร้างประวัติด้วยงานเล็กกว่าก่อน
  • มีคุณสมบัติครบตามที่กำหนดจริงหรือไม่ คุณสมบัติที่ขาดเพียงข้อเดียว เช่น ผลงานย้อนหลังหรือใบรับรองที่ต้องมี มักทำให้ตกรอบตั้งแต่ขั้นตรวจเอกสาร ไม่ว่าราคาจะดีแค่ไหน
  • มีผู้ให้บริการรายเดิมที่ทำงานให้เจ้าของงานนี้มานานหรือไม่ ถ้ามีและไม่มีสัญญาณว่าเขาไม่พอใจ โอกาสชนะจะต่ำกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ
  • รู้จักผู้ตัดสินใจหรือเคยคุยก่อนประกาศหรือไม่ งานที่ได้คุยกับผู้ว่าจ้างก่อนมีโอกาสชนะสูงกว่างานที่เห็นประกาศแล้วยื่นอย่างเดียวอย่างชัดเจน
  • ถ้าชนะแล้วมีกำลังทำจริงหรือไม่ การชนะงานที่ทำไม่ทันเสียหายมากกว่าการไม่ได้งาน เพราะกระทบทั้งงานที่มีอยู่และชื่อเสียงในการยื่นครั้งถัดไป

ทำให้การยื่นถูกลงด้วยชุดเอกสารมาตรฐาน

เมื่อไล่ดูว่าเวลาสองถึงสามวันต่อชุดหมดไปกับอะไร คำตอบมักไม่ใช่การคิดราคา แต่เป็นการตามหาเอกสารเดิมที่เคยใช้ไปแล้ว ทั้งหนังสือรับรอง งบการเงิน ประวัติผลงาน ประวัติทีม และรูปงานที่เคยทำ ซึ่งกระจายอยู่ในเครื่องของหลายคน

  • เก็บชุดเอกสารบริษัทไว้ที่เดียวและระบุวันหมดอายุของแต่ละฉบับ เพื่อไม่ให้พบตอนใกล้ปิดรับว่าเอกสารบางฉบับหมดอายุไปแล้ว
  • ทำประวัติผลงานเป็นรูปแบบมาตรฐานต่อหนึ่งงาน ระบุขอบเขต มูลค่า ระยะเวลา และผลลัพธ์ที่วัดได้ แล้วเพิ่มทุกครั้งที่ปิดงาน ไม่ใช่ไปรวบรวมตอนต้องยื่น
  • เก็บรูปหน้างานและเอกสารส่งมอบอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระหว่างทำงาน เพราะหลักฐานที่ดีที่สุดมักถ่ายไว้แล้วแต่หาไม่เจอเมื่อต้องใช้
  • บันทึกทุกครั้งว่ายื่นงานอะไร ราคาเท่าไร ผลเป็นอย่างไร และถ้าแพ้ ใครได้ไปในราคาเท่าไรถ้าทราบ ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งเดียวที่ทำให้ประเมินโอกาสชนะครั้งถัดไปได้จริง

คำถามที่พบบ่อย

ควรยื่นประมูลทุกงานที่มีคุณสมบัติผ่านหรือไม่

ไม่ควร เพราะการยื่นหนึ่งชุดมีต้นทุนจริงเป็นวันทำงานของคนที่มีค่าตัวสูงที่สุดในทีม วิธีตัดสินใจคือคำนวณมูลค่าคาดหวัง โดยเอาโอกาสชนะที่ประเมินจากประวัติจริงคูณกำไรส่วนเกินของงาน แล้วลบต้นทุนการเตรียมเอกสาร ถ้าผลลัพธ์ติดลบหรือบางมาก ควรใช้เวลานั้นกับงานที่มีอยู่หรือกับข้อเสนออีกชุดที่โอกาสชนะสูงกว่า ประสบการณ์ที่พบบ่อยคือการยื่นน้อยลงแต่ทำให้ดีขึ้นให้ผลรวมที่ดีกว่า

จะประเมินโอกาสชนะอย่างไรให้ใกล้เคียงความจริง

ใช้ประวัติการยื่นของตัวเองเป็นฐาน โดยแยกอัตราชนะตามประเภทงาน ขนาดงาน และผู้ว่าจ้าง แทนการใช้ตัวเลขรวม เพราะตัวเลขรวมมักปิดบังว่ามีบางกลุ่มที่ชนะบ่อยมากและบางกลุ่มที่ไม่เคยชนะเลย จากนั้นปรับตามปัจจัยเฉพาะงาน เช่น มีผู้ให้บริการรายเดิมอยู่หรือไม่ และเคยได้คุยกับผู้ว่าจ้างก่อนประกาศหรือไม่ สองปัจจัยนี้เปลี่ยนโอกาสชนะได้มากกว่าราคาที่เสนอในหลายกรณี

ทำไมการเตรียมเอกสารถึงใช้เวลานาน

เพราะเวลาส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไปกับการคิดราคา แต่หมดไปกับการตามหาเอกสารเดิมที่เคยใช้แล้ว ทั้งหนังสือรับรอง งบการเงิน ประวัติผลงาน ประวัติทีม และรูปงานที่เคยทำ ซึ่งมักกระจายอยู่ในเครื่องของหลายคนและบางฉบับหมดอายุไปแล้ว ทางแก้คือเก็บชุดเอกสารมาตรฐานไว้ที่เดียวพร้อมวันหมดอายุ และเขียนประวัติผลงานทุกครั้งที่ปิดงานแทนการรวบรวมตอนต้องยื่น

แพ้ประมูลแล้วควรทำอะไรต่อ

บันทึกผลไว้ทุกครั้งพร้อมรายละเอียดที่ทราบ ได้แก่ ราคาที่เราเสนอ ผู้ที่ได้งาน และราคาที่เขาได้ไปถ้าเปิดเผย ข้อมูลชุดนี้คือสิ่งเดียวที่ทำให้ประเมินโอกาสชนะครั้งถัดไปได้ใกล้ความจริง นอกจากนี้ควรถามผู้ว่าจ้างสั้น ๆ ว่าข้อเสนอของเราขาดอะไร คำถามที่ได้คำตอบดีที่สุดคือถ้ายื่นอีกครั้งควรปรับอะไรหนึ่งอย่าง เพราะเปลี่ยนบทสนทนาจากการทวงคำอธิบายเป็นการขอคำแนะนำ

อัตราชนะที่ต่ำไม่ได้แปลว่าข้อเสนอไม่ดีเสมอไป บ่อยครั้งแปลว่ากำลังยื่นในสนามที่ไม่ใช่ของตัวเอง การเลือกสนามให้แคบลงและเตรียมให้ลึกขึ้น เป็นวิธีที่ทำให้อัตราชนะขยับได้เร็วกว่าการปรับราคาลงอีกสองเปอร์เซ็นต์

ประมูลงานงานโครงการB2Bเอกสาร

บริการที่เกี่ยวข้อง

ระบบสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

BOQ งวดงาน ต้นทุนโครงการ และ VO ที่ไม่หลุดเรียกเก็บ

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

ลูกค้ารายนี้ซื้อเยอะที่สุด แต่ทำกำไรให้น้อยที่สุด

กำไรต่อลูกค้าไม่ได้ขึ้นกับยอดซื้ออย่างเดียว แต่ขึ้นกับต้นทุนในการดูแลเขาด้วย บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณต้นทุนการให้บริการต่อลูกค้า และสิ่งที่ควรทำกับลูกค้าที่ทำกำไรติดลบ

ลูกค้าเงียบหลังได้ใบเสนอราคา แล้วเราก็สรุปเองว่าแพงไป

เหตุผลที่ทีมขายบันทึกว่าแพ้ราคามักไม่ใช่เหตุผลจริง บทความนี้แยกสี่สาเหตุที่ทำให้แพ้งาน วิธีถามลูกค้าที่ได้คำตอบตรง และตัวเลขที่บอกได้ว่าปัญหาอยู่ที่ราคาหรือที่อย่างอื่น

ลูกค้ารายเดียวคิดเป็นครึ่งหนึ่งของยอดขาย — ความเสี่ยงที่ดูเหมือนความสำเร็จ

ลูกค้ารายใหญ่ทำให้ยอดขายสวยและกระแสเงินสดง่ายขึ้น จนกระทั่งวันที่เขาเปลี่ยนเงื่อนไขหรือเปลี่ยนซัพพลายเออร์ บทความนี้อธิบายวิธีวัดระดับการกระจุกตัว คำนวณผลกระทบจริง และลดความเสี่ยงโดยไม่ต้องทิ้งลูกค้ารายนั้น

ยืนราคาไว้ 30 วัน แล้วต้นทุนขึ้นก่อนลูกค้าตอบ — วิธีตั้งเงื่อนไขราคาที่ไม่เสียลูกค้า

ใบเสนอราคาที่ยืนราคานานเกินไปทำให้กำไรหายโดยที่ยอดขายยังดูดี บทความนี้อธิบายวิธีเลือกอายุใบเสนอราคาตามความผันผวนของต้นทุน และวิธีเขียนเงื่อนไขปรับราคาที่ลูกค้ายอมรับได้