ยืนราคาไว้ 30 วัน แล้วต้นทุนขึ้นก่อนลูกค้าตอบ — วิธีตั้งเงื่อนไขราคาที่ไม่เสียลูกค้า

ใบเสนอราคาที่ยืนราคานานเกินไปทำให้กำไรหายโดยที่ยอดขายยังดูดี บทความนี้อธิบายวิธีเลือกอายุใบเสนอราคาตามความผันผวนของต้นทุน และวิธีเขียนเงื่อนไขปรับราคาที่ลูกค้ายอมรับได้
สถานการณ์ที่ธุรกิจค้าส่ง โรงงาน และผู้รับเหมาเจอซ้ำ ๆ คือ ส่งใบเสนอราคาไปเมื่อต้นเดือนโดยเขียนว่ายืนราคา 30 วัน ลูกค้าเงียบไปสามสัปดาห์แล้วกลับมาสั่งในวันที่ 29 ระหว่างนั้นราคาวัตถุดิบขึ้นไปแล้ว งานที่ตอนเสนอคำนวณไว้ว่าได้กำไรสิบห้าเปอร์เซ็นต์ กลายเป็นงานที่เหลือกำไรห้าเปอร์เซ็นต์ และไม่มีใครสังเกตเพราะยอดขายยังขึ้นตามเป้า
กำไรที่หายไปโดยไม่ปรากฏในรายงานยอดขาย
ความอันตรายของเรื่องนี้อยู่ที่มันไม่ทำให้ตัวเลขไหนดูแย่เลยในระยะสั้น ยอดขายยังเข้าตามเป้า จำนวนงานที่ปิดได้ยังดี ลูกค้ายังพอใจ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือกำไรต่องาน ซึ่งจะปรากฏก็ต่อเมื่อปิดงบและเห็นว่ามาร์จินรวมลดลง แต่ตอนนั้นงานที่เสนอราคาไปแล้วอีกหลายสิบใบก็อยู่บนต้นทุนเก่าเช่นกัน
ใบเสนอราคาทุกใบมีสถานะ — ไม่มีใบไหนถูกลืมจนลูกค้าไปเจ้าอื่น
ตั้งอายุใบเสนอราคาตามงาน ไม่ใช่ตามธรรมเนียม
ตัวเลข 30 วันที่หลายบริษัทใช้เป็นมาตรฐานนั้นมาจากความเคยชิน ไม่ได้มาจากการคำนวณ วิธีที่ตรงกว่าคือแบ่งงานตามสัดส่วนของต้นทุนผันผวน แล้วกำหนดอายุให้ต่างกัน
- งานที่ต้นทุนผันผวนน้อยกว่าหนึ่งในห้าของราคาขาย เช่น งานบริการที่ค่าแรงเป็นหลัก ยืนราคา 30 ถึง 60 วันได้โดยความเสี่ยงต่ำ
- งานที่ต้นทุนผันผวนอยู่ราวหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของราคาขาย เช่น งานที่ใช้เหล็ก ทองแดง หรือพลาสติกเป็นหลัก ควรยืนราคาไม่เกิน 7 ถึง 14 วัน
- งานที่มีต้นทุนนำเข้าและอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คำนวณไว้ในใบเสนอราคาด้วย เพื่อให้เห็นชัดว่าราคานี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานใด
- งานโครงการที่ส่งมอบหลายงวดข้ามหลายเดือน ควรแยกราคาเป็นส่วนที่ยืนได้กับส่วนที่อ้างอิงราคา ณ วันสั่งซื้อ แทนที่จะยืนราคาทั้งก้อน
เขียนเงื่อนไขปรับราคาที่ลูกค้ายอมรับได้
ความกังวลของฝ่ายขายมักเป็นว่าการใส่เงื่อนไขปรับราคาจะทำให้ลูกค้าไม่กล้าสั่ง ในทางปฏิบัติ ลูกค้า B2B ส่วนใหญ่ยอมรับได้ถ้าเงื่อนไขนั้นมีสามอย่างครบ คือตรวจสอบได้จากภายนอก มีเกณฑ์ที่ต้องข้ามก่อน และมีเพดานที่ชัดเจน สิ่งที่ลูกค้าปฏิเสธไม่ใช่การปรับราคา แต่คือการปรับราคาที่คาดเดาไม่ได้
- อ้างอิงภายนอก ระบุว่าจะปรับตามดัชนีหรือราคาประกาศที่ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบได้ ไม่ใช่ตามที่ผู้ขายแจ้ง เพราะสิ่งที่ตรวจสอบไม่ได้จะกลายเป็นข้อพิพาทเสมอ
- เกณฑ์ที่ต้องข้าม เช่น ปรับเฉพาะเมื่อราคาอ้างอิงเปลี่ยนเกินห้าเปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้ราคาขยับทุกครั้งที่ตลาดกระเพื่อมเล็กน้อย
- เพดานที่ชัดเจน ระบุว่าการปรับสูงสุดไม่เกินเท่าไร เพื่อให้ลูกค้าวางงบได้ ข้อนี้คือสิ่งที่ทำให้เงื่อนไขผ่านการอนุมัติในฝั่งลูกค้าได้จริง
- ทางเลือกสองราคา เสนอราคาที่ยืนสั้นแบบถูกกว่า คู่กับราคาที่ยืนนานแบบบวกส่วนเผื่อไว้ แล้วให้ลูกค้าเลือกเอง วิธีนี้เปลี่ยนการเจรจาจากการต่อรองเป็นการเลือก
สิ่งที่ระบบต้องทำได้ถึงจะบังคับเงื่อนไขได้จริง
เงื่อนไขที่เขียนไว้ในเอกสารจะมีผลก็ต่อเมื่อมีใครสักคนรู้ว่าใบไหนใกล้หมดอายุและใบไหนถูกอนุมัติด้วยต้นทุนเก่า ถ้าใบเสนอราคาเป็นเพียงไฟล์ที่ส่งออกไปแล้วเก็บไว้ ไม่มีทางรู้ได้เลยจนกว่าจะปิดงบ
- ผูกใบเสนอราคาเข้ากับต้นทุนที่ใช้คำนวณ ณ วันที่เสนอ เพื่อให้เทียบได้ทันทีว่าต้นทุนวันนี้ต่างจากตอนเสนอเท่าไร
- แจ้งเตือนก่อนใบหมดอายุ เพื่อให้ฝ่ายขายตามลูกค้าได้ทันก่อนที่ราคาจะต้องเปลี่ยน ซึ่งเป็นจังหวะที่ปิดการขายได้ดีที่สุดจังหวะหนึ่ง
- แสดงมาร์จินที่คำนวณจากต้นทุนปัจจุบันตอนอนุมัติงาน ไม่ใช่มาร์จินที่คำนวณไว้ตอนเสนอ เพื่อให้คนอนุมัติเห็นภาพจริง
- เก็บสถิติว่าลูกค้าแต่ละรายใช้เวลาตัดสินใจเฉลี่ยกี่วัน เพื่อตั้งอายุใบเสนอราคาให้พอดีกับพฤติกรรมจริง แทนการเดา
คำถามที่พบบ่อย
ใบเสนอราคาควรยืนราคากี่วัน
ขึ้นกับสัดส่วนของต้นทุนผันผวนในงานนั้น งานบริการที่ค่าแรงเป็นหลักและต้นทุนผันผวนต่ำกว่าหนึ่งในห้าของราคาขาย ยืนราคา 30 ถึง 60 วันได้โดยความเสี่ยงต่ำ ส่วนงานที่ใช้วัตถุดิบผันผวนอย่างเหล็กหรือทองแดงเป็นหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของราคาขาย ควรยืนไม่เกิน 7 ถึง 14 วัน วิธีคำนวณความเสี่ยงคือเอาสัดส่วนต้นทุนผันผวนคูณด้วยอัตราที่ต้นทุนอาจขึ้นในช่วงที่ยืนราคา ผลลัพธ์คือจุดมาร์จินที่อาจหายไป
ใส่เงื่อนไขปรับราคาแล้วลูกค้าจะไม่สั่งหรือเปล่า
ในทางปฏิบัติลูกค้า B2B ส่วนใหญ่ยอมรับได้ถ้าเงื่อนไขมีสามอย่างครบ คืออ้างอิงกับดัชนีหรือราคาประกาศที่ตรวจสอบได้จากภายนอก มีเกณฑ์ที่ต้องข้ามก่อนจึงปรับ เช่น เปลี่ยนเกินห้าเปอร์เซ็นต์ และมีเพดานสูงสุดที่ระบุชัด สิ่งที่ลูกค้าปฏิเสธคือการปรับราคาที่คาดเดาไม่ได้ ไม่ใช่การปรับราคาเอง อีกทางเลือกที่ได้ผลดีคือเสนอสองราคา คือราคาที่ยืนสั้นแบบถูกกว่า กับราคาที่ยืนนานแบบบวกส่วนเผื่อ แล้วให้ลูกค้าเลือก
ถ้าลูกค้ายืนยันขอราคาคงที่ตลอดโครงการ ควรทำอย่างไร
ทำได้ แต่ต้องคิดส่วนเผื่อความเสี่ยงเข้าไปในราคาอย่างเปิดเผยและคำนวณจากตัวเลข ไม่ใช่บวกไปลอย ๆ วิธีคำนวณคือประมาณอัตราที่ต้นทุนผันผวนอาจขึ้นในช่วงเวลาของโครงการ คูณด้วยสัดส่วนของต้นทุนนั้นต่อราคาขาย แล้วบวกเข้าไปเป็นส่วนเผื่อ อีกทางหนึ่งที่ลูกค้าจำนวนมากยอมรับได้คือคงราคาไว้เฉพาะส่วนที่เป็นค่าแรงและค่าดำเนินการ ส่วนวัตถุดิบให้อ้างอิงราคา ณ วันสั่งซื้อจริง
จะรู้ได้อย่างไรว่ามีงานไหนถูกอนุมัติด้วยต้นทุนเก่า
ต้องผูกใบเสนอราคาเข้ากับชุดต้นทุนที่ใช้คำนวณ ณ วันที่ออกใบ แล้วให้ระบบเทียบกับต้นทุนปัจจุบันตอนที่งานถูกอนุมัติ หน้าจออนุมัติควรแสดงมาร์จินที่คำนวณจากต้นทุนวันนี้ ไม่ใช่มาร์จินที่คำนวณไว้ตอนเสนอ ถ้ายังทำงานด้วยไฟล์ วิธีที่พอใช้ได้คือบันทึกวันที่และเวอร์ชันของตารางต้นทุนไว้บนใบเสนอราคาทุกใบ เพื่อให้ย้อนเทียบได้ แม้จะไม่เตือนอัตโนมัติก็ตาม
การยืนราคาคือคำสัญญาเรื่องอนาคตที่ผู้ขายเป็นคนรับความเสี่ยงไว้ทั้งหมด การตั้งอายุให้เหมาะกับงานและเขียนเงื่อนไขให้ตรวจสอบได้ ไม่ใช่การเอาเปรียบลูกค้า แต่คือการทำให้ราคาที่เสนอไปยังเป็นราคาที่ทำได้จริงในวันที่ต้องส่งมอบ
บริการที่เกี่ยวข้อง
ระบบค้าส่งและขายเครดิต B2B
ราคาหลายระดับ วงเงินเครดิต วางบิลตามรอบ และลูกหนี้ที่ตามได้จริง
WhaleScope
ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope
รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล
อ่านต่อ

ลูกค้าเงียบหลังได้ใบเสนอราคา แล้วเราก็สรุปเองว่าแพงไป
เหตุผลที่ทีมขายบันทึกว่าแพ้ราคามักไม่ใช่เหตุผลจริง บทความนี้แยกสี่สาเหตุที่ทำให้แพ้งาน วิธีถามลูกค้าที่ได้คำตอบตรง และตัวเลขที่บอกได้ว่าปัญหาอยู่ที่ราคาหรือที่อย่างอื่น

จุดคุ้มทุน (Break-even) คำนวณยังไง — สูตรง่าย ๆ ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้
เรียนรู้วิธีคำนวณจุดคุ้มทุนแบบเข้าใจง่าย พร้อมสองสูตรสำคัญ ตัวอย่างคิดเป็นบาทจริง และข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง

ตั้งราคาสินค้ายังไงให้มีกำไร ไม่ใช่แค่บวกกำไรมั่ว ๆ
เลิกตั้งราคาแบบเดา มาเรียนรู้วิธีตั้งราคาจากต้นทุนและกำไรที่ต้องการ เพื่อให้ทุกชิ้นที่ขายมีกำไรจริง

ลูกค้ารายนี้ซื้อเยอะที่สุด แต่ทำกำไรให้น้อยที่สุด
กำไรต่อลูกค้าไม่ได้ขึ้นกับยอดซื้ออย่างเดียว แต่ขึ้นกับต้นทุนในการดูแลเขาด้วย บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณต้นทุนการให้บริการต่อลูกค้า และสิ่งที่ควรทำกับลูกค้าที่ทำกำไรติดลบ
