ของหมดบ่อยจนลูกค้าเลิกถาม: ยอดขายที่หายไปไม่เคยอยู่ในรายงาน เพราะระบบบันทึกแต่สิ่งที่ขายได้

สินค้าขายดีอันดับหนึ่งของร้านมียอดทรงตัวมาสามเดือน เจ้าของสรุปว่าตลาดอิ่มตัว — ทั้งที่มันหมดสต๊อกรวมยี่สิบสองวันในสามเดือนนั้น ยอดที่ไม่ได้ขายไม่มีบรรทัดในรายงานไหน บทความนี้ว่าด้วยวิธีทำให้มันมีบรรทัด ตีเป็นเงิน แล้วตัดสินใจว่าสินค้าตัวไหนควรกลัวของหมดมากกว่ากลัวของค้าง
รายงานยอดขายรายเดือนของร้านค้าส่งแห่งหนึ่งบอกว่าสินค้าขายดีอันดับหนึ่งขายได้เท่าเดิมสามเดือนติด เจ้าของอ่านแล้วสรุปอย่างมีเหตุผลว่าความต้องการถึงเพดาน และเริ่มหันไปหาสินค้าตัวใหม่มาดันยอด สิ่งที่รายงานไม่ได้บอก — เพราะไม่มีระบบไหนถูกออกแบบให้บอก — คือสินค้าตัวนั้นหมดสต๊อกรวมยี่สิบสองวันในสามเดือน ลูกค้าประจำถามสองครั้งแรก ครั้งที่สามไม่ถาม ครั้งที่สี่ซื้อจากร้านอื่นแล้วไม่กลับมา ยอดที่ทรงตัวไม่ใช่เพดานของตลาด แต่คือเพดานของสต๊อก และความต้องการจริงสูงกว่าที่เห็นอาจถึงหนึ่งในสาม นี่คือลักษณะเฉพาะที่ทำให้ของหมดเป็นปัญหาที่อันตรายกว่าของค้าง: ของค้างมองเห็นได้ มันกองอยู่ตรงนั้น มีตัวเลขในรายงานสต๊อก มีคนบ่นเรื่องพื้นที่ แต่ของหมดหายไปเงียบ ๆ พร้อมกับลูกค้า และไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในระบบเลย เพราะระบบขายบันทึกเฉพาะสิ่งที่ขายได้ ไม่เคยบันทึกสิ่งที่ลูกค้ามาซื้อแล้วไม่ได้
กลไก: ทำไมของหมดจึงหายไปจากรายงาน และทำไมลูกค้าถึงหายตาม
ระบบขายทุกระบบตั้งแต่สมุดจนถึง ERP ถูกออกแบบรอบเหตุการณ์เดียว: การขายที่เกิดขึ้น ลูกค้าที่เดินเข้ามาถามสินค้าที่หมดแล้วเดินออกไป ไม่ได้สร้างเหตุการณ์ใดในระบบ ผลคือกราฟยอดขายของสินค้าที่หมดบ่อยจะดูเรียบผิดปกติ — ยอดถูกตัดยอดด้วยสต๊อกที่มี ไม่ใช่ด้วยความต้องการ — และเจ้าของที่ไม่รู้กลไกนี้จะตีความความเรียบนั้นว่าตลาดนิ่ง ส่วนฝั่งลูกค้า พฤติกรรมเมื่อเจอของหมดแบ่งได้สามทาง และแต่ละทางมีต้นทุนต่างกันมาก ทางแรกคือรอ — สั่งจองไว้แล้วมารับ ต้นทุนเกือบศูนย์ แต่เกิดกับลูกค้าที่ผูกพันมากเท่านั้น ทางที่สองคือซื้อตัวอื่นแทน — ยอดไม่หาย แต่กำไรอาจต่างกันและระบบจะบันทึกเป็นความต้องการของสินค้าตัวแทน ซึ่งทำให้การสั่งซื้อรอบถัดไปผิดต่อ ทางที่สามคือไปร้านอื่น — และตรงนี้คือต้นทุนจริง เพราะลูกค้าที่ไปร้านอื่นหนึ่งครั้งได้เรียนรู้ว่าร้านนั้นมีของ ครั้งต่อไปเขาเริ่มที่ร้านนั้นก่อน ของหมดหนึ่งวันจึงไม่ได้เสียยอดหนึ่งวัน แต่เสียสัดส่วนของยอดทั้งหมดในอนาคตของลูกค้ารายนั้น และไม่มีทางไหนในสามทางที่ระบบขายมาตรฐานเห็น
ทำให้ยอดที่หายไปมีบรรทัด: สองข้อมูลที่ต้องเริ่มเก็บ
- วันที่สต๊อกเป็นศูนย์ต่อสินค้า — ทุกระบบสต๊อกรู้ยอดคงเหลือทุกวันอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือรายงานที่นับว่าแต่ละสินค้ามียอดคงเหลือศูนย์กี่วันในเดือน จัดอันดับจากมากไปน้อย แล้วคูณด้วยอัตราขายและกำไรตามสูตร รายงานหน้าเดียวนี้มักเปลี่ยนความเชื่อของเจ้าของเรื่อง 'ตลาดอิ่มตัว' ภายในสิบนาที
- บันทึก 'ลูกค้าถามแต่ไม่มี' — ปุ่มเดียวบน POS หรือแท็บเล็ตพนักงานขาย ที่กดพร้อมชื่อสินค้าเมื่อลูกค้าถามหาของที่หมด ไม่ต้องครบทุกครั้ง แค่พอให้เห็นสัดส่วน สองสัปดาห์ของข้อมูลนี้บอกได้ว่าสินค้าตัวไหน s ต่ำ (ลูกค้าไม่ยอมซื้อตัวอื่น) ซึ่งเป็นตัวที่ต้องป้องกันของหมดก่อนใคร
ขั้นตอนตัดสินใจ: สินค้าตัวไหนควรกลัวของหมดมากกว่ากลัวของค้าง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยหลังจากเจ้าของเห็นตัวเลข L ครั้งแรก คือการเพิ่มสต๊อกทุกตัว ซึ่งเปลี่ยนปัญหาของหมดเป็นปัญหาของค้างและเงินจมภายในหนึ่งไตรมาส วิธีที่ถูกคือทำต่อสินค้า และทำเฉพาะสินค้าที่ติดอันดับต้นของรายงานวันหมด ขั้นแรก — สำหรับแต่ละตัว คำนวณ L ต่อวันที่หมด (ส่วนแรกของสูตรหารด้วย D_out) และต้นทุนถือสต๊อกเพิ่มต่อสัปดาห์ (มูลค่าสต๊อกหนึ่งสัปดาห์ × ต้นทุนเงินและพื้นที่ต่อสัปดาห์) ขั้นที่สอง — ถ้า L ต่อวันสูงกว่าต้นทุนถือต่อสัปดาห์ นั่นคือสินค้าที่ของหมดหนึ่งวันแพงกว่าถือเพิ่มเจ็ดวัน ให้ยกจุดสั่งซื้อขึ้นเพื่อครอบความผันผวนของเวลาส่งของซัพพลายเออร์ (ไม่ใช่แค่ค่าเฉลี่ย) และตั้งเตือนเมื่อสต๊อกแตะจุดนั้น ขั้นที่สาม — สำหรับสินค้าที่ตรงข้าม คือ L ต่อวันต่ำและถือแพง (สินค้าเคลื่อนช้า ราคาสูง ลูกค้ายอมรอ) ปล่อยให้หมดได้และเปลี่ยนเป็นระบบสั่งจอง ขั้นที่สี่ — ทบทวนรายเดือน เพราะสินค้าที่ขึ้นอันดับต้นของรายงานวันหมดจะเปลี่ยนตามฤดูกาลและโปรโมชั่น ธุรกิจที่ทำสี่ขั้นนี้มักพบว่าสินค้าที่ต้องเพิ่มสต๊อกจริง ๆ มีไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของรายการทั้งหมด แต่สิบเปอร์เซ็นต์นั้นคือที่ที่ยอดขายที่หายไปเกือบทั้งหมดซ่อนอยู่
คำถามที่พบบ่อย
เราไม่มีทางรู้ยอดที่หายไปแน่นอน แล้วจะเชื่อตัวเลขนี้ได้แค่ไหน
เชื่อในทิศทางและลำดับ ไม่ใช่ทศนิยม เป้าหมายของสูตรไม่ใช่การรู้ว่าหายไป 41,200 บาทหรือ 47,800 บาท แต่คือการรู้ว่าสินค้า A หายไปหลักหมื่นขณะที่สินค้า B หายไปหลักร้อย และการถือสต๊อก A เพิ่มหนึ่งสัปดาห์คุ้มกว่าอย่างชัดเจน ความไม่แน่นอนที่เหลือควรถูกลดด้วยข้อมูลจริงสองอย่างที่บทความแนะนำ — ตัวนับวันหมดกับบันทึกลูกค้าถาม — ซึ่งหลังจากเก็บสองเดือนจะทำให้ตัวคูณ (1 − s) ของแต่ละสินค้าเป็นตัวเลขจริงของร้านคุณ ไม่ใช่การเดา
ร้านอาหารก็มีของหมด (เมนูหมด) ใช้แนวคิดเดียวกันได้ไหม
ใช้ได้และมักเจ็บกว่า เพราะเมนูที่หมดคือเมนูขายดี และลูกค้าที่มาเพราะเมนูนั้นโดยเฉพาะมีสัดส่วนที่ไม่ซื้อตัวอื่นแทนสูง POS ร้านอาหารส่วนใหญ่มีปุ่มปิดเมนูอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มคือบันทึกเวลาที่ปิดและเปิดกลับ เพื่อให้รายงานบอกได้ว่าเมนูไหนหมดกี่ชั่วโมงในช่วงที่ร้านมีลูกค้า แล้วคูณด้วยอัตราขายต่อชั่วโมงของเมนูนั้น ร้านที่ทำแบบนี้มักพบว่าการเตรียมวัตถุดิบเพิ่มยี่สิบเปอร์เซ็นต์สำหรับสามเมนู คุ้มกว่าการเตรียมเพิ่มสิบเปอร์เซ็นต์ทั้งครัว
ถ้าซัพพลายเออร์ส่งของไม่แน่นอน จะตั้งจุดสั่งซื้อให้ไม่หมดได้อย่างไร
จุดสั่งซื้อต้องครอบความผันผวนของเวลาส่ง ไม่ใช่แค่เวลาส่งเฉลี่ย ซัพพลายเออร์ที่ส่งเฉลี่ยห้าวันแต่บางครั้งสิบสองวัน ต้องการสต๊อกสำรองที่คำนวณจากกรณีสิบสองวันสำหรับสินค้าที่ L ต่อวันสูง และนี่คือเหตุผลที่ต้นทุนของซัพพลายเออร์ที่ส่งช้าไม่แน่นอนควรถูกคิดรวมในราคาเทียบซัพพลายเออร์ — บทความเรื่องต้นทุนการรอของซัพพลายเออร์ที่ส่งช้า ซึ่งลิงก์ไว้ท้ายบทความนี้ อธิบายวิธีคิดตัวเลขนั้นต่อ
🧮 ลองคำนวณด้วยตัวเอง
คำนวณยอดขายที่หายไปเพราะของหมด
สินค้าที่หมดสต๊อกบ่อยเสียกำไรไปเท่าไรต่อเดือน — ตัวเลขที่ไม่มีรายงานไหนแสดง เพราะระบบบันทึกแต่สิ่งที่ขายได้
กำไรที่หายไปต่อเดือน (เฉพาะส่วนที่วัดได้ทันที)
2,268 บาท
เดือนนี้เสียกำไรราว 2,268 บาทจากสินค้าตัวเดียว — ยังไม่นับลูกค้าประจำที่ย้ายร้านถาวร เทียบตัวเลขนี้กับต้นทุนถือสต๊อกเพิ่มหนึ่งสัปดาห์ แล้วตัดสินว่าตัวนี้ควรกลัวของหมดมากกว่ากลัวของค้างหรือไม่
บริการที่เกี่ยวข้อง
ระบบสต๊อกสินค้าและคลังสินค้า
ทุกช่องทางเห็นสต๊อกชุดเดียวกัน ตัวเลขตรงกับของจริง เงินไม่จมกับของค้าง
WhaleScope
ดูโครงสร้างตลาดของธุรกิจค้าปลีกและร้านค้า บน WhaleScope
รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ อัตราคงอยู่ และการกระจายรายจังหวัดของหมวดการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล
อ่านต่อ

สต๊อกจมคือเงินกู้ที่จ่ายดอกให้ฝุ่น: วิธีวัด dead stock ระบายอย่างมีชั้นเชิง และกันไม่ให้เกิดซ้ำ
สินค้าที่ไม่ขยับหกเดือนไม่ใช่แค่ของเต็มชั้น มันคือเงินสดของร้านที่ถูกแช่แข็งพร้อมค่าเช่าพื้นที่ที่เดินทุกเดือน บทความนี้ให้วิธีวัดมูลค่าสต๊อกจมด้วยรายงาน aging ลำดับวิธีระบายจากเจ็บน้อยไปเจ็บมาก และวินัยการซื้อที่ปิดต้นน้ำไม่ให้สต๊อกจมงอกกลับมาใหม่

ซัพพลายเออร์ที่ส่งช้าเป็นประจำแต่ราคาถูกที่สุด: ต้นทุนของการรอที่ไม่เคยอยู่ในใบเทียบราคา
ฝ่ายจัดซื้อเลือกรายที่ถูกกว่าสามเปอร์เซ็นต์ ฝ่ายผลิตหยุดรอของสองวันต่อเดือน ฝ่ายขายเลื่อนกำหนดส่งให้ลูกค้า — และไม่มีใครเอาสามอย่างนี้มาวางบนกระดาษแผ่นเดียวกัน บทความนี้ให้สูตรต้นทุนจริงที่รวมความน่าเชื่อถือ และสามวันที่ระบบต้องบันทึกจึงจะคำนวณมันได้

รับปากลูกค้าว่าส่งวันไหน แล้วเลื่อนเกือบทุกครั้ง — วิธีให้วันที่ที่รักษาได้
การบอกวันส่งจากความรู้สึกว่าปกติใช้เวลาเท่าไร คือสาเหตุที่ทำให้เลื่อนซ้ำ บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณของที่พร้อมขายจริงและวิธีประกอบวันส่งจากเวลาแต่ละช่วง แทนการเดา

ของที่ขายไม่ออก ควรลดราคาเมื่อไรและลดเท่าไร
การรอให้ของขายได้ในราคาเต็มมีต้นทุนทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป บทความนี้เทียบต้นทุนของการถือของไว้กับส่วนลดที่ต้องให้ และเสนอจังหวะลดราคาที่ทำให้เงินกลับมาเร็วโดยไม่ทำลายราคาปกติ
