ค่าโฆษณาแพงขึ้นทุกเดือน ยอดเท่าเดิม: สี่สาเหตุที่ต้นทุนต่อออเดอร์พุ่ง และวิธีแยกว่าเป็นตลาด แคมเปญ หรือหน้าร้านของคุณเอง

26 ตุลาคม 2569อ่าน 7 นาที
ค่าโฆษณาแพงขึ้นทุกเดือน ยอดเท่าเดิม: สี่สาเหตุที่ต้นทุนต่อออเดอร์พุ่ง และวิธีแยกว่าเป็นตลาด แคมเปญ หรือหน้าร้านของคุณเอง

ROAS ที่ตกจากห้าเหลือสองในหนึ่งปีถูกอธิบายด้วยประโยคเดียวเสมอ — 'ค่าแอดแพงขึ้น' — ทั้งที่ค่าแอดคือผลคูณของสี่ตัวเลขที่แต่ละตัวมีสาเหตุและวิธีแก้ต่างกัน บทความว่าด้วยการแยก ROAS ออกเป็นส่วนประกอบ และการรู้ว่าตัวไหนตกก่อนจะเทเงินเพิ่ม

ร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งเคยได้ยอดขายห้าบาทต่อทุกหนึ่งบาทที่จ่ายค่าโฆษณาเมื่อสองปีก่อน ปีนี้ได้สองบาท และเจ้าของสรุปเหมือนที่เจ้าของส่วนใหญ่สรุป: 'ค่าแอดแพงขึ้น' แล้วตอบสนองด้วยวิธีเดียวที่ประโยคนั้นเสนอ — เพิ่มงบเพื่อรักษายอด — ซึ่งทำให้กำไรหายเร็วขึ้น ประโยคนั้นถูกครึ่งเดียว ค่าโฆษณาต่อการแสดงผลอาจแพงขึ้นจริงเพราะคู่แข่งประมูลมากขึ้น แต่ ROAS ที่ตกจากห้าเหลือสองไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว มันคือผลคูณของสี่ตัวเลข: ค่าใช้จ่ายต่อการแสดงผล อัตราคลิก อัตราการซื้อเมื่อคลิกแล้ว และยอดต่อออเดอร์ — และตัวเลขแต่ละตัวตกได้จากคนละสาเหตุ: ตลาด แคมเปญ หน้าร้านออนไลน์ หรือสินค้า ร้านที่ไม่แยกสี่ตัวเลขนี้จะแก้ผิดที่เกือบทุกครั้ง เพราะมันจะเปลี่ยนภาพโฆษณาเมื่อปัญหาอยู่ที่หน้าชำระเงิน หรือเพิ่มงบเมื่อปัญหาอยู่ที่กลุ่มเป้าหมายที่เห็นโฆษณาเดิมมาสามสิบครั้งแล้ว

การแยก ROAS ออกเป็นสี่ส่วน: สูตรที่บอกว่าใครเป็นคนทำให้มันตก

ROAS=CTR×CVR×AOVCPM/1000Δln⁡ROAS=Δln⁡CTR+Δln⁡CVR+Δln⁡AOV−Δln⁡CPMROAS = \dfrac{CTR \times CVR \times AOV}{CPM / 1000} \qquad \Delta\ln ROAS = \Delta\ln CTR + \Delta\ln CVR + \Delta\ln AOV - \Delta\ln CPM
ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS — ยอดขายต่อหนึ่งบาทที่จ่าย) = อัตราคลิกต่อการแสดงผล (CTR) คูณอัตราการซื้อต่อคลิก (CVR) คูณยอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ (AOV) หารด้วยค่าใช้จ่ายต่อการแสดงผลหนึ่งครั้ง (CPM หารพัน) ประโยชน์ของการเขียนแบบนี้อยู่ที่บรรทัดที่สอง: การเปลี่ยนแปลงของ ROAS (ในรูปลอการิทึม ซึ่งแปลว่าเปอร์เซ็นต์โดยประมาณ) แยกเป็นผลรวมของการเปลี่ยนแปลงของแต่ละตัว — ดังนั้นถ้า ROAS ตกหกสิบเปอร์เซ็นต์ในหนึ่งปี คุณจะเห็นว่าหกสิบนั้นมาจากไหน: CPM ขึ้นสิบห้า CTR ตกสามสิบ CVR ตกยี่สิบ AOV ขึ้นห้า เป็นต้น และแต่ละตัวชี้ไปคนละที่ — CPM คือตลาด ฤดู และการประมูลของคู่แข่ง (คุมได้น้อย) CTR คือครีเอทีฟและกลุ่มเป้าหมาย (คุมได้เต็มที่ และมักเป็นตัวที่ตกมากที่สุดเพราะความล้า) CVR คือหน้าร้านออนไลน์ ราคา ความเร็วเว็บ และความน่าเชื่อถือ (คุมได้เต็มที่ และไม่เกี่ยวกับโฆษณาเลย) AOV คือส่วนผสมสินค้าและโปรโมชั่น ธุรกิจที่รู้ว่าตัวเลขตกจาก CTR สามสิบ CVR ยี่สิบ จะเลิกโทษตลาดและเลิกเพิ่มงบ แล้วไปเปลี่ยนครีเอทีฟกับซ่อมหน้าชำระเงิน — สองอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินโฆษณาเพิ่มสักบาท

สี่สาเหตุ สี่วิธีแก้ และลำดับที่ควรตรวจ

  • CTR ตก (ตรวจก่อน — ตกบ่อยที่สุด) — โฆษณาเดิมถูกแสดงให้กลุ่มเดิมจนล้า ดูความถี่การแสดงผลต่อคน: เกินสามถึงสี่ครั้งต่อสัปดาห์คือสัญญาณ แก้ด้วยครีเอทีฟชุดใหม่ที่ต่างจริง (ไม่ใช่เปลี่ยนสีพื้น) และกลุ่มเป้าหมายใหม่ ไม่ใช่งบ
  • CVR ตก — คนคลิกแล้วไม่ซื้อ ปัญหาอยู่หลังคลิก: หน้าสินค้าโหลดช้า ราคาสูงกว่าที่โฆษณาบอกเป็นนัย ค่าส่งโผล่ตอนท้าย วิธีชำระเงินไม่พอ หรือรีวิวแย่ ตรวจโดยเทียบ CVR ของคนที่มาจากโฆษณากับคนที่มาเอง ถ้าตกทั้งคู่คือหน้าร้าน ถ้าตกเฉพาะจากโฆษณาคือโฆษณาสัญญาเกินจริง
  • CPM ขึ้น — ตลาดหรือฤดู (ไตรมาสสี่แพงเสมอ) หรือคู่แข่งใหม่ประมูลกลุ่มเดียวกัน คุมได้น้อย แต่หลบได้: ย้ายไปช่วงเวลา กลุ่ม หรือรูปแบบที่ประมูลถูกกว่า และยอมรับว่าบางเดือน ROAS ที่ดีคือการไม่ยิง
  • AOV ตก — โปรโมชั่นดึงคนซื้อชิ้นเดียว หรือสินค้าราคาถูกกลายเป็นตัวขายหลัก แก้ที่ส่วนผสมสินค้าในโฆษณาและการจัดชุด ไม่ใช่ที่โฆษณาเอง

ROAS ส่วนเพิ่ม: ตัวเลขที่ตอบว่าควรเพิ่มงบไหม

แม้จะแยกสี่ตัวเลขแล้ว คำถามที่เจ้าของถามบ่อยที่สุดยังคงเป็น 'เพิ่มงบดีไหม' และคำตอบไม่ได้อยู่ใน ROAS เฉลี่ยที่แดชบอร์ดของแพลตฟอร์มแสดง แต่อยู่ใน ROAS ส่วนเพิ่ม — ยอดขายที่เงินก้อนถัดไปสร้างได้ หารด้วยเงินก้อนนั้น ซึ่งเกือบทุกครั้งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก เพราะแพลตฟอร์มแสดงโฆษณาให้คนที่น่าจะซื้อที่สุดก่อน และเงินที่เพิ่มจะไปถึงคนที่น่าจะซื้อน้อยลงเรื่อย ๆ แคมเปญที่มี ROAS เฉลี่ยสาม อาจมี ROAS ส่วนเพิ่มหนึ่งจุดสอง ซึ่งแปลว่าทุกบาทที่เพิ่มจากตรงนี้ขาดทุนหลังหักต้นทุนสินค้า แต่ค่าเฉลี่ยยังดูดีเพราะถูกยกด้วยเงินก้อนแรก วิธีวัดง่ายที่สุดคือเพิ่มงบยี่สิบเปอร์เซ็นต์หนึ่งสัปดาห์แล้วดูว่ายอดขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ — ถ้ายอดเพิ่มน้อยกว่าครึ่งของงบที่เพิ่ม ROAS ส่วนเพิ่มต่ำกว่าเกณฑ์กำไรของธุรกิจส่วนใหญ่แล้ว และเงินก้อนนั้นควรไปที่ครีเอทีฟใหม่หรือหน้าร้านแทน ธุรกิจที่ทำแบบนี้ทุกเดือนจะพบว่างบโฆษณาที่เหมาะสมมักต่ำกว่าที่ใช้อยู่ และกำไรสูงกว่า — ไม่ใช่เพราะขายได้มากขึ้น แต่เพราะเลิกจ่ายส่วนที่ไม่เคยได้อะไรกลับมา

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจเล็กที่ยิงแอดเองจากมือถือ จะเห็นสี่ตัวเลขนี้ได้ไหม

เห็นได้ทั้งหมดในตัวจัดการโฆษณาของแพลตฟอร์ม — CPM, CTR และยอดใช้จ่ายอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ส่วน CVR และ AOV ต้องมาจากระบบขายของคุณเอง (จำนวนออเดอร์และยอดต่อออเดอร์ของคนที่มาจากโฆษณา) สิ่งที่ขาดคือการเอาสองแหล่งมาวางเป็นสี่เส้นต่อสัปดาห์ในหน้าเดียว ซึ่งทำในสเปรดชีตได้สำหรับแคมเปญไม่กี่ตัว และควรเป็นแดชบอร์ดเมื่อมีหลายแคมเปญหรือหลายแพลตฟอร์ม เพราะการทำมือทุกสัปดาห์จะหยุดภายในเดือน

ถ้า CPM ขึ้นเพราะตลาดจริง ๆ จะทำอะไรได้

สามอย่างที่ไม่ต้องยอมจ่ายแพงขึ้น: หลบไปช่วงเวลาและกลุ่มที่ประมูลถูกกว่า (CPM ต่างกันได้เท่าตัวระหว่างชั่วโมงและกลุ่ม) เพิ่มตัวคูณอื่นเพื่อชดเชย (CTR ที่ดีขึ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์หักล้าง CPM ที่ขึ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์พอดี) และย้ายงบส่วนหนึ่งไปช่องทางที่ไม่ประมูล — SEO, ลูกค้าเก่าผ่านไลน์, การแนะนำ — ซึ่งบทความเรื่อง SEO กับโฆษณาที่ลิงก์ท้ายเรื่องเปรียบเทียบไว้ สิ่งที่ไม่ควรทำคือจ่าย CPM ที่แพงขึ้นด้วยงบที่มากขึ้นโดยที่ตัวคูณอื่นไม่เปลี่ยน

เอเจนซี่บอกว่า ROAS ตกเพราะอัลกอริทึมเปลี่ยน เชื่อได้แค่ไหน

เชื่อได้เมื่อเขาแสดงสี่ตัวเลขให้ดูว่าตัวไหนตก — การเปลี่ยนของแพลตฟอร์มมักปรากฏใน CPM หรือการกระจายกลุ่มเป้าหมาย และตรวจสอบได้ ส่วน 'อัลกอริทึมเปลี่ยน' ที่ไม่มีตัวเลขประกอบมักเป็นคำอธิบายของ CTR ที่ตกเพราะครีเอทีฟชุดเดิมใช้มาแปดเดือน หรือ CVR ที่ตกเพราะหน้าร้านช้าลง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเอเจนซี่ทั้งหมด แต่เป็นสิ่งที่ตัวเลขบอกได้และประโยคบอกไม่ได้ บทความเรื่องประเมินเอเจนซี่ในเก้าสิบวันที่ลิงก์ท้ายเรื่องมีคำถามที่ควรถามต่อ

ค่าโฆษณาROASต้นทุนต่อออเดอร์การตลาดออนไลน์Conversion

บริการที่เกี่ยวข้อง

รับทำ SEO และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง

ทำให้ธุรกิจของคุณถูกค้นเจอและได้ลูกค้าจากออนไลน์อย่างยั่งยืน

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของธุรกิจบริการวิชาชีพและที่ปรึกษา บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ อัตราคงอยู่ และการกระจายรายจังหวัดของหมวดที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

เว็บมีคนเข้าทุกวัน แต่ไม่มีใครติดต่อมาเลย

การเพิ่มทราฟฟิกให้เป็นสองเท่าแพงกว่าการทำให้อัตราการติดต่อเป็นสองเท่ามาก บทความนี้อธิบายว่าคนที่เข้ามาแล้วไม่ติดต่อหายไปตรงไหน และห้าอย่างที่แก้ได้ภายในสัปดาห์เดียว

SEO หรือ Google Ads เลือกอย่างไร: จ่ายเพื่อขึ้นก่อนวันนี้ กับลงแรงให้ขึ้นเองไปยาว ๆ

Google Ads คือการจ่ายเงินให้เว็บขึ้นบนสุดทันที หยุดจ่ายก็หาย SEO คือการทำเว็บให้ขึ้นเองแบบไม่เสียค่าคลิก แต่ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล คำตอบที่ถูกสำหรับ SME ส่วนใหญ่ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือลำดับที่ใช้ทั้งสอง

จ้าง SEO Agency แล้วรู้ได้อย่างไรว่าได้ผล: ตัวชี้วัด 90 วันแรก รายงานที่ควรได้ และจังหวะที่ควรเปลี่ยนเจ้า

บทความก่อนหน้าเราสอนวิธีเลือกเอเจนซี่ SEO บทความนี้คือภาคต่อที่สำคัญกว่า: เซ็นสัญญาแล้ววัดผลอย่างไรในช่วงที่อันดับยังไม่ขยับ ลำดับของผลลัพธ์ที่ควรเกิดใน 90 วันแรก รายงานรายเดือนที่ดีต้องมีอะไร และสัญญาณอันตรายที่บอกว่าถึงเวลาเปลี่ยน

Facebook Ads หรือ Google Ads ธุรกิจ SME ควรลงโฆษณาที่ไหนก่อน

เปรียบเทียบ Facebook Ads กับ Google Ads แบบเข้าใจง่าย พร้อมสูตรคำนวณต้นทุนได้ลูกค้าใหม่ และตัวอย่างร้านจริง ช่วยให้คุณตัดสินใจลงงบโฆษณาได้ถูกที่