Facebook Ads หรือ Google Ads ธุรกิจ SME ควรลงโฆษณาที่ไหนก่อน

25 เมษายน 2569อ่าน 6 นาที
Facebook Ads หรือ Google Ads ธุรกิจ SME ควรลงโฆษณาที่ไหนก่อน

เปรียบเทียบ Facebook Ads กับ Google Ads แบบเข้าใจง่าย พร้อมสูตรคำนวณต้นทุนได้ลูกค้าใหม่ และตัวอย่างร้านจริง ช่วยให้คุณตัดสินใจลงงบโฆษณาได้ถูกที่

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนมีงบโฆษณาจำกัด เลยต้องเลือกว่าจะลงที่ Facebook Ads หรือ Google Ads ก่อนดี ทั้งสองช่องทางได้ผลจริง แต่ทำงานคนละแบบ ถ้าเลือกผิดที่ เงินก็หายไปโดยไม่ได้ลูกค้า บทความนี้จะอธิบายความต่างแบบบ้านๆ พร้อมวิธีคำนวณว่าคุ้มหรือไม่ และตัวอย่างร้านจริงให้เห็นภาพชัด

ความต่างหลัก คนเห็นโฆษณาตอนไหน

Google Ads คือโฆษณาที่ขึ้นตอนคนกำลังค้นหา เช่น คนพิมพ์ว่า ร้านซ่อมแอร์ใกล้ฉัน แปลว่าเขาต้องการตอนนี้ เรียกว่าความต้องการแบบตั้งใจ ส่วน Facebook Ads คือโฆษณาที่ไปหาคนทั้งที่เขายังไม่ได้คิดจะซื้อ เห็นระหว่างเลื่อนดูฟีด เรียกว่าการสร้างความต้องการ พูดง่ายๆ Google ดักคนที่ตั้งใจอยู่แล้ว Facebook ปลุกคนที่ยังไม่รู้ว่าอยากได้

ดังนั้นถ้าสินค้าของคุณคือสิ่งที่คนรู้อยู่แล้วว่าต้องการ เช่น บริการซ่อม สินค้าด่วน หรือของที่มีปัญหาให้แก้ Google มักได้ผลเร็วกว่า แต่ถ้าเป็นสินค้าใหม่ สินค้าไลฟ์สไตล์ หรือของที่ต้องเห็นรูปสวยๆ ก่อนถึงอยากได้ Facebook และ Instagram จะเหมาะกว่า

วัดความคุ้มด้วยต้นทุนได้ลูกค้าใหม่

ไม่ว่าจะลงที่ไหน ตัวเลขสำคัญที่สุดคือต้นทุนได้ลูกค้าใหม่ หรือ CAC ตัวนี้บอกว่าคุณจ่ายเงินกี่บาทเพื่อให้ได้ลูกค้าหนึ่งคน ถ้าตัวเลขนี้ต่ำกว่ากำไรที่ได้จากลูกค้าหนึ่งคน แปลว่าคุ้ม ถ้าสูงกว่าก็ขาดทุน ดังนั้นต้องวัดทุกครั้งที่ลงโฆษณา

CAC=Ad SpendNew CustomersCAC = \dfrac{\text{Ad Spend}}{\text{New Customers}}
ต้นทุนได้ลูกค้าใหม่ = งบโฆษณา หารด้วย จำนวนลูกค้าใหม่

ลองดูตัวอย่างจริง สมมติร้านขายเครื่องกรองน้ำลงงบ Facebook Ads เดือนละ 30,000 บาท แล้วได้ลูกค้าใหม่ 50 คน CAC จะเท่ากับ 30,000 หารด้วย 50 ได้ 600 บาทต่อลูกค้าหนึ่งคน ถ้าเครื่องกรองน้ำหนึ่งเครื่องทำกำไรให้ 2,000 บาท แปลว่าจ่ายค่าโฆษณา 600 บาทแล้วได้กำไร 1,400 บาท แบบนี้คุ้มมาก ควรลงเพิ่ม แต่ถ้า CAC ขึ้นไปถึง 2,500 บาท แปลว่าขาดทุนทันที ต้องหยุดและปรับโฆษณาใหม่

ตัวอย่างร้านจริง ร้านกาแฟส่งวัตถุดิบ

ร้านขายเมล็ดกาแฟส่งร้านคาเฟ่ในเชียงใหม่ ทดลองลงทั้งสองช่องทางพร้อมกัน เดือนละ 15,000 บาทต่อช่องทาง ผลคือ Google Ads ที่ดักคำว่า เมล็ดกาแฟส่งร้าน ได้ลูกค้าธุรกิจ 12 ราย CAC 1,250 บาท ส่วน Facebook Ads ที่โชว์รูปกาแฟสวยๆ ได้ลูกค้าทั่วไป 40 ราย แต่ส่วนใหญ่ซื้อถุงเล็ก CAC 375 บาท สรุปว่า Google ให้ลูกค้าน้อยกว่าแต่ซื้อเยอะกว่า ส่วน Facebook ให้คนเยอะแต่ซื้อน้อย เจ้าของจึงตัดสินใจใช้ Google หาลูกค้าธุรกิจ และใช้ Facebook สร้างการรับรู้แบรนด์ควบคู่กัน

เริ่มต้นยังไงให้ไม่เสียเงินเปล่า

  • เริ่มด้วยงบน้อยก่อน เช่น วันละ 200 ถึง 300 บาท แล้วค่อยเพิ่มเมื่อเห็นว่าได้ผล
  • ตั้งเป้าหมายชัดเจน เช่น ทักแชท โทร หรือสั่งซื้อ อย่าลงโฆษณาเพื่อยอดไลก์อย่างเดียว
  • วัด CAC ทุกสัปดาห์ ถ้าสูงเกินกำไรต่อลูกค้าให้หยุดและปรับ
  • ทดลองสองช่องทางพร้อมกันด้วยงบเท่ากันสักหนึ่งเดือน แล้วเทียบผล
  • เลือกช่องทางตามสินค้า ของแก้ปัญหาใช้ Google ของไลฟ์สไตล์ใช้ Facebook
  • ใช้รูปและวิดีโอจริงของร้าน ดูน่าเชื่อถือกว่าภาพสต็อก
  • เก็บเบอร์หรือไลน์ลูกค้าไว้ จะได้ขายซ้ำโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาอีก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ลงโฆษณาแล้วไม่วัดผล จ่ายเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าคุ้มหรือเปล่า
  • เทงบทั้งหมดลงช่องทางเดียวตั้งแต่วันแรก ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าอันไหนได้ผล
  • ตั้งกลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป โฆษณาไปถึงคนที่ไม่มีวันซื้อ
  • ไม่มีคนตอบแชทเร็ว ลูกค้าทักมาแล้วรอนานจนหายไป

🧮 ลองคำนวณด้วยตัวเอง

คำนวณต้นทุนได้ลูกค้าใหม่ (CAC)

เสียเงินโฆษณาเฉลี่ยเท่าไรถึงได้ลูกค้าใหม่หนึ่งคน เทียบกับมูลค่าลูกค้าว่าคุ้มไหม

CAC=Ad SpendNew CustomersCAC = \dfrac{\text{Ad Spend}}{\text{New Customers}}

ต้นทุนต่อลูกค้าใหม่

500 บาท

ต้นทุนได้ลูกค้าใหม่ราว 500 บาทต่อคน ถ้าต่ำกว่ามูลค่าลูกค้า (CLV) มาก แปลว่าโฆษณาคุ้ม

เปิดเครื่องมือเต็มหน้า →
Facebook AdsGoogle AdsLead Generation

บริการที่เกี่ยวข้อง

รับทำ SEO และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง

ทำให้ธุรกิจของคุณถูกค้นเจอและได้ลูกค้าจากออนไลน์อย่างยั่งยืน

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

SEO หรือ Google Ads เลือกอย่างไร: จ่ายเพื่อขึ้นก่อนวันนี้ กับลงแรงให้ขึ้นเองไปยาว ๆ

Google Ads คือการจ่ายเงินให้เว็บขึ้นบนสุดทันที หยุดจ่ายก็หาย SEO คือการทำเว็บให้ขึ้นเองแบบไม่เสียค่าคลิก แต่ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล คำตอบที่ถูกสำหรับ SME ส่วนใหญ่ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือลำดับที่ใช้ทั้งสอง

SEO สำหรับ SME เริ่มต้นยังไงให้ลูกค้าหาเจอบน Google

ลูกค้าเสิร์ช Google ทุกวันก่อนตัดสินใจซื้อ ถ้าร้านคุณไม่โผล่ขึ้นมา ก็เหมือนไม่มีตัวตน มาดูวิธีเริ่ม SEO แบบง่ายๆ ทั้งคีย์เวิร์ด SEO ท้องถิ่น และเนื้อหาพื้นฐาน

Content Marketing สำหรับ SME ดึงลูกค้าด้วยเนื้อหาที่มีประโยชน์

คู่มือ Content Marketing สำหรับ SME ไทย สร้างเนื้อหาที่ช่วยลูกค้าจริง ดึงคนเข้าหาธุรกิจอย่างยั่งยืน

ลูกค้าเก่ายังอยู่ครบ แต่ยอดรวมลดลง: การหดตัวเงียบ ๆ ที่รายงาน churn มองไม่เห็น เพราะไม่มีใครหายไป — แค่ทุกคนซื้อน้อยลง

รายงานลูกค้าที่หายไปบอกว่าศูนย์ ยอดขายบอกว่าลบสิบห้าเปอร์เซ็นต์ และทั้งสองรายงานถูกต้อง — เพราะลูกค้าไม่ได้หาย พวกเขาแค่ซื้อบ่อยน้อยลงหรือซื้อครั้งละน้อยลง โดยย้ายส่วนหนึ่งของกระเป๋าไปที่อื่นเงียบ ๆ บทความว่าด้วยการแยกยอดต่อลูกค้าเป็นความถี่กับขนาด และรายชื่อลูกค้าที่กำลังจะหายซึ่งต้องคุยก่อนที่รายงาน churn จะเห็น