ต้นทุนขึ้นทีละนิด ราคาขายเท่าเดิม กำไรหายทั้งก้อน: วิธีจับสินค้าที่มาร์จิ้นรั่วเงียบ ๆ ก่อนที่งบสิ้นปีจะบอก

24 ตุลาคม 2569อ่าน 7 นาที
ต้นทุนขึ้นทีละนิด ราคาขายเท่าเดิม กำไรหายทั้งก้อน: วิธีจับสินค้าที่มาร์จิ้นรั่วเงียบ ๆ ก่อนที่งบสิ้นปีจะบอก

ไม่มีซัพพลายเออร์รายไหนขึ้นราคาสามสิบเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว — พวกเขาขึ้นสามเปอร์เซ็นต์สิบครั้ง และร้านที่ตั้งราคาขายไว้เมื่อสองปีก่อนจะพบว่ากำไรขั้นต้นของสินค้าหลักหายไปครึ่งหนึ่งโดยไม่มีวันไหนที่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยน บทความว่าด้วยการวัดระยะห่างระหว่างต้นทุนล่าสุดกับราคาขายต่อสินค้า และรายงานหน้าเดียวที่ควรดูทุกเดือน

ร้านวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งมีสินค้าราวสี่พันรายการ และตั้งราคาขายของส่วนใหญ่ครั้งสุดท้ายเมื่อสองปีก่อน ตอนที่เจ้าของนั่งทำราคาทั้งร้านในสัปดาห์เดียว ตั้งแต่นั้นซัพพลายเออร์ปูนขึ้นราคาสี่ครั้ง เหล็กขึ้นและลงหลายรอบ สีขึ้นสองครั้ง ท่อพีวีซีขึ้นสามครั้ง — ครั้งละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ พร้อมใบแจ้งที่พนักงานรับของแค่รับทราบแล้วเก็บเข้าแฟ้ม ร้านยังขายดี ยอดขายโตแปดเปอร์เซ็นต์ และเจ้าของรู้สึกว่าธุรกิจดี จนนักบัญชีส่งงบสิ้นปีมา: กำไรขั้นต้นรวมลดจากยี่สิบสองเปอร์เซ็นต์เหลือสิบหก และกำไรสุทธิเกือบเป็นศูนย์ ไม่มีวันไหนในสองปีนั้นที่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยน เพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนในวันเดียว ต้นทุนเดินขึ้นทีละก้าวเล็ก ๆ ในขณะที่ราคาขายยืนอยู่กับที่ และระยะห่างระหว่างสองเส้นนั้น — ซึ่งก็คือกำไร — หดลงทีละมิลลิเมตรจนหายไปครึ่งหนึ่ง โดยที่ระบบขายของร้านซึ่งรู้ราคาขายทุกชิ้น และระบบซื้อซึ่งรู้ราคาซื้อทุกใบ ไม่เคยถูกขอให้เอาสองตัวเลขนั้นมาวางข้างกันต่อสินค้าเลยสักครั้ง

กลไก: ทำไมการขึ้นสามเปอร์เซ็นต์สิบครั้งจึงอันตรายกว่าการขึ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ครั้งเดียว

ถ้าซัพพลายเออร์ขึ้นราคาสามสิบเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว ทุกร้านจะรู้ภายในชั่วโมงและปรับราคาขายภายในสัปดาห์ — ความเจ็บใหญ่พอที่จะบังคับให้ตอบสนอง แต่การขึ้นสามเปอร์เซ็นต์สิบครั้งในสองปีทำงานต่างออกไป: แต่ละครั้งเล็กเกินกว่าจะคุ้มกับการนั่งทำราคาใหม่ (ซึ่งกินเวลาทั้งสัปดาห์เมื่อทำทั้งร้าน) เล็กเกินกว่าจะอธิบายให้ลูกค้าประจำฟัง และเล็กเกินกว่าจะรู้สึก ผลคือการตัดสินใจ 'ยังไม่ปรับ' ถูกตัดสินใจสิบครั้ง แต่ละครั้งมีเหตุผล และผลรวมของสิบเหตุผลคือมาร์จิ้นที่หายไปครึ่งหนึ่ง กลไกนี้ยิ่งแรงในธุรกิจที่มีสินค้าหลายพันรายการ เพราะการทบทวนราคาทั้งร้านเป็นงานใหญ่ที่ทำได้ปีละครั้ง และในธุรกิจที่ราคาขายถูกพิมพ์ลงป้าย แคตตาล็อก หรือใบเสนอราคาที่ลูกค้าถือไว้ เพราะการเปลี่ยนมีต้นทุน สิ่งที่ทำให้มันมองไม่เห็นคือระบบส่วนใหญ่แสดงกำไรขั้นต้นเป็นตัวเลขรวม ซึ่งค่าเฉลี่ยของสินค้าที่ยังดีกับสินค้าที่รั่วดูเหมือน 'ลดลงนิดหน่อย' ทุกเดือน จนวันที่นักบัญชีปิดปี — และวันนั้นสายเกินกว่าจะกู้กำไรของสองปีที่ผ่านมาคืน แต่ไม่สายเกินกว่าจะหยุดปีที่สาม

Gi=(m∗−Pi−CilatestPi)×Siจัดอันดับ Gi จากมากไปน้อยG_{i} = \left( m^{*} - \dfrac{P_{i} - C_{i}^{latest}}{P_{i}} \right) \times S_{i} \qquad \text{จัดอันดับ } G_{i} \text{ จากมากไปน้อย}
กำไรที่รั่วต่อเดือนของสินค้า i (G_i) = มาร์จิ้นเป้าหมายของหมวดนั้น (m* — เช่น 22% สำหรับวัสดุก่อสร้างทั่วไป 35% สำหรับอุปกรณ์เฉพาะ กำหนดครั้งเดียวต่อหมวด) ลบมาร์จิ้นปัจจุบันจริง ซึ่งคือราคาขายปัจจุบัน (P_i) ลบต้นทุนซื้อล่าสุด (C_i^latest — จากใบสั่งซื้อหรือใบรับของล่าสุด ไม่ใช่ต้นทุนเฉลี่ยที่ถ่วงด้วยของเก่าในสต๊อกซึ่งจะซ่อนการขึ้นราคาไว้อีกหลายเดือน) หารด้วยราคาขาย — คูณด้วยยอดขายต่อเดือนของสินค้านั้น (S_i) ตัวเลขนี้แปลงส่วนต่างเปอร์เซ็นต์ที่ดูเล็กให้เป็นบาทต่อเดือนที่หายไปจริง และเมื่อจัดอันดับจากมากไปน้อย สิบอันดับแรกมักคือครึ่งหนึ่งของ G รวมทั้งร้าน เพราะการรั่วกระจุกในสินค้าที่ขายมากและถูกตั้งราคานานที่สุด สิ่งสำคัญสองข้อ: ใช้ C^latest ไม่ใช่ต้นทุนเฉลี่ย (ต้นทุนเฉลี่ยคือตัวเลขที่ถูกต้องสำหรับบัญชีแต่ผิดสำหรับการตั้งราคา เพราะสินค้าชิ้นถัดไปที่จะสั่งมาแทนจะมาในราคาล่าสุด) และคำนวณต่อสินค้า ไม่ใช่ต่อหมวด เพราะสินค้าที่รั่วสามตัวกับสินค้าที่ดีสิบตัวในหมวดเดียวกันจะเฉลี่ยกันจนดูปกติ

รายงานหน้าเดียวที่ควรดูทุกเดือน และกฎสองข้อที่ทำให้ไม่ต้องดู

  • รายงานสินค้าที่รั่ว — ทุกสินค้าที่มาร์จิ้นปัจจุบันต่ำกว่าเป้าเกินสองจุดเปอร์เซ็นต์ เรียงตาม G_i แสดงราคาขาย ต้นทุนล่าสุด วันที่ตั้งราคาครั้งสุดท้าย และราคาขายที่จะทำให้กลับถึงเป้า — หน้าเดียว ดูสิบนาที เดือนละครั้ง
  • กฎที่หนึ่ง: ใบแจ้งขึ้นราคาสร้างงาน — ทุกครั้งที่ต้นทุนซื้อล่าสุดของสินค้าสูงกว่าครั้งก่อน ระบบสร้างรายการ 'ทบทวนราคาขาย' ให้คนที่รับผิดชอบ พร้อมตัวเลขว่ามาร์จิ้นเหลือเท่าไรถ้าไม่ปรับ — การตัดสินใจ 'ยังไม่ปรับ' ยังทำได้ แต่ต้องทำโดยรู้ตัว
  • กฎที่สอง: ราคาขายมีวันหมดอายุ — ทุกราคาขายที่ไม่ถูกทบทวนเกินสิบสองเดือนขึ้นรายงานโดยอัตโนมัติ แม้ต้นทุนจะไม่เปลี่ยน เพราะต้นทุนที่ 'ไม่เปลี่ยน' ในระบบมักหมายถึงไม่มีใครบันทึกการเปลี่ยน
  • ปรับเฉพาะตัวที่รั่ว — ไม่ใช่ทั้งร้าน การขึ้นราคาทั่วกระดานทำร้ายสินค้าที่มาร์จิ้นยังดีและเป็นเหตุผลให้ลูกค้าเทียบราคา ส่วนการขึ้นเฉพาะสิบตัวที่รั่วมากที่สุดมักกู้กำไรได้ครึ่งหนึ่งของที่หายโดยลูกค้าแทบไม่สังเกต

ธุรกิจที่รั่วแรงที่สุด และสิ่งที่พบเมื่อดูรายงานครั้งแรก

การรั่วแบบนี้แรงที่สุดในสามประเภทธุรกิจ: ร้านที่มีสินค้าหลายพันรายการและตั้งราคาเป็นรอบใหญ่ (วัสดุก่อสร้าง อะไหล่ ร้านขายส่ง ร้านปัจจัยการเกษตร) ธุรกิจที่ราคาถูกพิมพ์ไว้ในที่ที่เปลี่ยนยาก (เมนูร้านอาหาร แคตตาล็อก ใบเสนอราคาที่ยืนราคายาว) และธุรกิจที่ต้นทุนหลักผันผวนแต่ราคาขายถูกคาดหวังว่านิ่ง (ร้านอาหารกับราคาวัตถุดิบ โรงงานกับราคาเหล็กและพลาสติก) เมื่อธุรกิจเหล่านี้ดูรายงาน G_i ครั้งแรก สิ่งที่พบมักซ้ำกัน: สินค้าที่รั่วมากที่สุดคือสินค้าที่ขายดีที่สุด เพราะมันถูกตั้งราคาอย่างระมัดระวังที่สุดตอนแรกและถูกแตะน้อยที่สุดหลังจากนั้น (เจ้าของกลัวว่าการขึ้นราคาสินค้าที่ทุกคนรู้ราคาจะถูกสังเกต) สินค้าบางตัวมีมาร์จิ้นติดลบมาหลายเดือนโดยไม่มีใครรู้ เพราะต้นทุนล่าสุดเกินราคาขายไปแล้วแต่ต้นทุนเฉลี่ยยังต่ำกว่า และวันที่ตั้งราคาครั้งสุดท้ายของสินค้าครึ่งร้านเกินสิบแปดเดือน สิ่งที่รายงานนี้ทำให้เกิดคือการเปลี่ยนการตั้งราคาจากงานใหญ่ปีละครั้งเป็นงานเล็กเดือนละสิบนาที และในธุรกิจที่มาร์จิ้นทั้งหมดคือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ นั่นคือความต่างระหว่างปีที่กำไรกับปีที่นักบัญชีโทรมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ร้านอาหารที่ราคาอยู่บนเมนูพิมพ์ จะทำแบบนี้ได้อย่างไรในเมื่อเปลี่ยนราคาบ่อยไม่ได้

คำนวณ G_i ต่อเมนูเหมือนกัน โดยใช้ต้นทุนวัตถุดิบล่าสุดต่อจาน (ซึ่งต้องมีสูตรอาหารในระบบ) แล้วเลือกตอบสนองสามทางที่ไม่ต้องพิมพ์เมนูใหม่ทุกเดือน: ปรับสัดส่วนหรือขนาดเสิร์ฟของเมนูที่รั่ว เลื่อนเมนูที่มาร์จิ้นดีขึ้นมาแนะนำแทน หรือกำหนดรอบพิมพ์เมนูใหม่ปีละสองครั้งในวันที่รู้ล่วงหน้า และเก็บรายการเมนูที่ต้องปรับไว้จนถึงวันนั้น สิ่งที่ห้ามทำคือปล่อยให้เมนูขายดีมีมาร์จิ้นติดลบเป็นปีเพราะไม่อยากพิมพ์ใหม่

ต้นทุนล่าสุดผันผวนขึ้นลง (เช่น เหล็ก) จะปรับราคาตามทุกครั้งไม่ได้

ไม่ต้องปรับทุกครั้ง แต่ต้องรู้ทุกครั้ง สำหรับสินค้าที่ต้นทุนผันผวนสองทาง ให้ตั้งเกณฑ์สองชั้น: ขึ้นรายงานเมื่อมาร์จิ้นต่ำกว่าเป้าเกินสองจุด และปรับราคาเมื่อต่ำกว่าเกินห้าจุดหรือต่ำกว่าสองจุดติดต่อกันสามเดือน ซึ่งกรองความผันผวนระยะสั้นออกและจับแนวโน้มจริง สินค้าแบบนี้ควรมีเงื่อนไขยืนราคาสั้นในใบเสนอราคาด้วย ซึ่งบทความเรื่องยืนราคาสามสิบวันที่ลิงก์ท้ายเรื่องอธิบายไว้

ระบบที่มีอยู่แสดงแต่ต้นทุนเฉลี่ย จะได้ต้นทุนล่าสุดจากไหน

จากใบรับของหรือใบสั่งซื้อล่าสุดของสินค้านั้น ซึ่งระบบซื้อเกือบทุกระบบเก็บไว้แต่ไม่แสดงในหน้าสินค้า รายงาน G_i ต้องการแค่การดึงราคาซื้อล่าสุดต่อสินค้ามาวางข้างราคาขาย — งานเล็กสำหรับระบบที่มีโมดูลซื้อและขายในฐานข้อมูลเดียวกัน และเป็นงานที่ทำไม่ได้เลยถ้าซื้อกับขายอยู่คนละโปรแกรม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธุรกิจหลายพันรายการควรมีสองอย่างนี้ในระบบเดียว

🧮 ลองคำนวณด้วยตัวเอง

คำนวณกำไรที่รั่วต่อสินค้า เมื่อต้นทุนขึ้นแต่ราคาขายเท่าเดิม

ต้นทุนซื้อล่าสุดเทียบราคาขายปัจจุบัน ห่างจากมาร์จิ้นเป้าเท่าไร และคิดเป็นเงินที่หายต่อเดือนเท่าไรสำหรับสินค้าตัวนั้น

G=(m∗−P−CP)×SG = \left( m^{*} - \dfrac{P - C}{P} \right) \times S

กำไรที่รั่วต่อเดือนจากสินค้านี้

4,200 บาท

สินค้าตัวนี้รั่วราว 4,200 บาทต่อเดือนเมื่อเทียบกับเป้า — ถ้าตัวเลขติดลบแปลว่ามาร์จิ้นยังสูงกว่าเป้า จัดอันดับทุกสินค้าด้วยตัวเลขนี้ แล้วปรับราคาเฉพาะสิบอันดับแรก ไม่ใช่ทั้งร้าน

เปิดเครื่องมือเต็มหน้า →
มาร์จิ้นต้นทุนขึ้นกำไรขั้นต้นราคาขายSKU

บริการที่เกี่ยวข้อง

SME Dashboard สำหรับเจ้าของธุรกิจ

เชื่อม POS, Excel, Sheets และ ERP ให้เห็นยอดขาย สต็อก และกำไรเรียลไทม์

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

ราคาขายเท่าเดิมมาสามปี แต่ต้นทุนขึ้นทุกปี — ขึ้นราคาได้แค่ไหนถึงจะคุ้ม

คำถามที่ควรถามก่อนขึ้นราคาไม่ใช่ลูกค้าจะรับได้ไหม แต่คือเสียลูกค้าได้กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังเท่าทุน บทความนี้ให้สูตรที่ตอบคำถามนั้น พร้อมลำดับการขึ้นราคาที่ลดความเสี่ยง

ยืนราคาไว้ 30 วัน แล้วต้นทุนขึ้นก่อนลูกค้าตอบ — วิธีตั้งเงื่อนไขราคาที่ไม่เสียลูกค้า

ใบเสนอราคาที่ยืนราคานานเกินไปทำให้กำไรหายโดยที่ยอดขายยังดูดี บทความนี้อธิบายวิธีเลือกอายุใบเสนอราคาตามความผันผวนของต้นทุน และวิธีเขียนเงื่อนไขปรับราคาที่ลูกค้ายอมรับได้

กำไรขั้นต้น Gross Margin คืออะไร บอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจ

ตัวเลขเดียวที่บอกได้ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงพอจะอยู่รอดและเติบโตหรือไม่ ก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น

ขึ้นราคาแล้วลูกค้าจะหนีไหม เลิกเดาแล้ววัดจริง: วิธีทดสอบความไวต่อราคาด้วยข้อมูลขายของตัวเอง

เราเคยคำนวณให้ดูแล้วว่าการขึ้นราคาคือคันโยกกำไรที่แรงที่สุด แต่คำถามที่ค้างอยู่คือลูกค้าจะตอบสนองแค่ไหน คำตอบวัดได้จริงด้วยการทดลองราคาแบบมีกลุ่มควบคุม บทความนี้ให้สูตร elasticity ตัวอย่างที่ยอดตกแต่กำไรพุ่ง วิธีออกแบบการทดสอบในร้านจริง และกับดักการอ่านผลที่ทำให้ข้อสรุปผิดทาง