ราคาขายเท่าเดิมมาสามปี แต่ต้นทุนขึ้นทุกปี — ขึ้นราคาได้แค่ไหนถึงจะคุ้ม

28 สิงหาคม 2569อ่าน 10 นาที
ราคาขายเท่าเดิมมาสามปี แต่ต้นทุนขึ้นทุกปี — ขึ้นราคาได้แค่ไหนถึงจะคุ้ม

คำถามที่ควรถามก่อนขึ้นราคาไม่ใช่ลูกค้าจะรับได้ไหม แต่คือเสียลูกค้าได้กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังเท่าทุน บทความนี้ให้สูตรที่ตอบคำถามนั้น พร้อมลำดับการขึ้นราคาที่ลดความเสี่ยง

เจ้าของธุรกิจจำนวนมากรู้ว่าควรขึ้นราคา แต่ไม่ขึ้นสักที เหตุผลที่ให้ตัวเองคือกลัวลูกค้าหนีไปหาคู่แข่ง ระหว่างนั้นค่าแรงขึ้นทุกปี ค่าวัตถุดิบขึ้นเป็นระยะ ค่าขนส่งขึ้นตามน้ำมัน และมาร์จินก็บางลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ยอดขายโตแต่กำไรกลับเท่าเดิม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การกลัว แต่อยู่ที่การกลัวโดยไม่มีตัวเลข เพราะคำถามว่าลูกค้าจะรับได้ไหมนั้นตอบไม่ได้ ส่วนคำถามว่าเสียลูกค้าได้กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังเท่าทุนนั้นตอบได้ทันที

ทำไมการขึ้นราคาจึงให้ผลแรงกว่าการลดต้นทุน

เมื่อลดต้นทุนได้หนึ่งบาท กำไรเพิ่มขึ้นหนึ่งบาทเช่นกัน ฟังดูเท่ากัน แต่ในทางปฏิบัติต่างกันมาก เพราะการลดต้นทุนต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างเสมอ ทั้งเวลาเจรจากับซัพพลายเออร์ คุณภาพที่อาจลดลง หรือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผู้ผลิต ขณะที่การขึ้นราคาหนึ่งบาทไม่ต้องใช้ต้นทุนเพิ่มเลย และทำได้ในวันเดียว

ที่สำคัญกว่าคือขนาดของผล ถ้าธุรกิจมีมาร์จินขั้นต้น 25 เปอร์เซ็นต์ การขึ้นราคาเพียง 3 เปอร์เซ็นต์จะเพิ่มกำไรขั้นต้นราว 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลที่การลดต้นทุน 3 เปอร์เซ็นต์ทำได้ยากกว่ามาก เพราะต้นทุนที่ลดได้จริงมักเป็นเพียงบางส่วนของต้นทุนทั้งหมด

ปริมาณที่เสียได้=pm+p\text{ปริมาณที่เสียได้} = \dfrac{p}{m + p}
ถ้าขึ้นราคาในอัตรา p และมาร์จินขั้นต้นเดิมคือ m คุณเสียปริมาณขายได้ถึงสัดส่วนนี้โดยที่กำไรขั้นต้นยังเท่าเดิม ตัวอย่างเช่น ขึ้นราคา 5 เปอร์เซ็นต์ในธุรกิจที่มีมาร์จิน 30 เปอร์เซ็นต์ จะเสียปริมาณได้ 5/(30+5) หรือราว 14.3 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าถ้าลูกค้าหายไปน้อยกว่าหนึ่งในเจ็ด การขึ้นราคาครั้งนี้คุ้ม สูตรนี้เป็นด้านกลับของสูตรจุดคุ้มทุนของส่วนลด ซึ่งบอกว่าการลดราคาต้องเพิ่มยอดขายเท่าไรจึงจะเท่าทุน
92%
Q1
81%
Q2
กำลังไป
Q3
ยังไม่เริ่ม
Q4

ครึ่งปีแรกขาดเป้าไป — รู้ตั้งแต่กลางปีจึงยังปรับได้ ไม่ใช่รู้ตอนสิ้นปีที่ทำอะไรไม่ทันแล้ว

เป้าที่ต้องดูหลังขึ้นราคาไม่ใช่จำนวนลูกค้าที่เหลือ แต่คือกำไรขั้นต้นรวมที่เปลี่ยนไป

การขึ้นราคาทุกอย่างเท่ากันหมดเป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุด เพราะสินค้าและลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความไวต่อราคาต่างกันมาก ลำดับที่ปลอดภัยกว่าคือเริ่มจากจุดที่ลูกค้าเทียบราคาได้ยากที่สุด แล้วค่อยขยับไปยังจุดที่เทียบง่ายขึ้น

  • สินค้าหรือบริการที่ไม่มีราคาอ้างอิงชัดเจน เช่น งานที่ทำตามสั่ง บริการที่ผูกกับความชำนาญ หรือสินค้าที่ไม่มีรุ่นเทียบตรง ๆ ในตลาด กลุ่มนี้ขึ้นได้มากที่สุดโดยลูกค้าแทบไม่รู้สึก
  • ลูกค้าที่ซื้อเพราะความสะดวก ความเร็ว หรือความไว้ใจ ไม่ใช่เพราะราคา ตรวจได้จากประวัติว่าลูกค้ารายไหนไม่เคยขอเทียบราคาและไม่เคยต่อรอง
  • รายการเสริมที่แยกออกมาได้ เช่น ค่าจัดส่งเร่งด่วน ค่าติดตั้ง หรือค่าบริการนอกเวลา ซึ่งลูกค้ามองเป็นบริการเพิ่ม ไม่ใช่การขึ้นราคาสินค้าหลัก
  • สินค้าที่มาร์จินบางที่สุดควรขึ้นก่อนเสมอ เพราะเป็นกลุ่มที่การเสียปริมาณกระทบน้อยที่สุด และเป็นกลุ่มที่แบกความเสี่ยงมากที่สุดถ้าต้นทุนขยับอีก

วิธีบอกลูกค้าที่ทำให้เรื่องง่ายขึ้น

ปฏิกิริยาของลูกค้าขึ้นกับวิธีบอกมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด สิ่งที่ทำให้ลูกค้าไม่พอใจมักไม่ใช่ราคาใหม่ แต่คือความรู้สึกว่าถูกเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่บอก หลักสามข้อที่ช่วยได้จริงคือบอกล่วงหน้า ให้เหตุผลที่ตรวจสอบได้ และให้ทางเลือกที่ยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้

  • แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการสั่งซื้อ เพื่อให้ลูกค้าวางแผนได้และมีโอกาสสั่งในราคาเดิมก่อนหนึ่งครั้ง ซึ่งมักทำให้ยอดในเดือนนั้นเพิ่มขึ้นด้วย
  • ให้เหตุผลที่ชี้ไปยังสิ่งที่ตรวจสอบได้จากภายนอก เช่น ต้นทุนวัตถุดิบหรือค่าแรงขั้นต่ำ แทนเหตุผลภายในอย่างค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้น ซึ่งลูกค้ามองว่าเป็นปัญหาของผู้ขาย
  • เสนอทางเลือกที่ลูกค้ายังคุมค่าใช้จ่ายได้ เช่น ราคาเดิมสำหรับปริมาณที่มากขึ้น หรือสัญญาระยะยาวที่ล็อกราคาไว้ วิธีนี้เปลี่ยนบทสนทนาจากการยอมรับเป็นการเลือก
  • อย่าขอโทษที่ขึ้นราคา การขอโทษส่งสัญญาณว่าราคาใหม่ไม่สมเหตุสมผล และเปิดประตูให้เจรจาต่อรองทันที

วัดผลให้ถูกตัว

ความผิดพลาดที่พบบ่อยหลังขึ้นราคาคือการวัดผลด้วยจำนวนลูกค้าที่หายไป ซึ่งทำให้ตกใจโดยไม่จำเป็น ตัวเลขที่ควรดูคือกำไรขั้นต้นรวมต่อเดือนเทียบกับก่อนขึ้นราคา เพราะเป้าหมายของการขึ้นราคาไม่ใช่การรักษาลูกค้าทุกราย แต่คือการทำให้กำไรรวมเพิ่มขึ้น

ควรให้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามรอบการสั่งซื้อก่อนสรุปผล เพราะลูกค้าบางรายจะสั่งตุนก่อนราคาขึ้นและหายไปหนึ่งรอบ ซึ่งทำให้ตัวเลขเดือนแรกหลังขึ้นราคาดูแย่กว่าความจริง

คำถามที่พบบ่อย

ขึ้นราคาแล้วเสียลูกค้าได้กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังคุ้ม

คำนวณจากอัตราที่ขึ้นราคาหารด้วยมาร์จินขั้นต้นเดิมบวกอัตราที่ขึ้น ตัวอย่างเช่น ขึ้นราคา 5 เปอร์เซ็นต์ในธุรกิจที่มีมาร์จินขั้นต้น 30 เปอร์เซ็นต์ จะเสียปริมาณขายได้ราว 14.3 เปอร์เซ็นต์โดยที่กำไรขั้นต้นยังเท่าเดิม ยิ่งมาร์จินเดิมบาง ตัวเลขนี้จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าธุรกิจที่กำไรต่อหน่วยน้อยกลับมีพื้นที่ให้ขึ้นราคาได้ปลอดภัยกว่าที่เจ้าของส่วนใหญ่คิด

ควรขึ้นราคาทีเดียวหรือทยอยขึ้น

ขึ้นอยู่กับความถี่ในการซื้อของลูกค้า ถ้าลูกค้าสั่งบ่อย เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน การขึ้นทีละน้อยแต่บ่อยครั้งจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคาไม่นิ่งและเสียความไว้ใจ กรณีนี้ควรขึ้นครั้งเดียวให้พอเหมาะแล้วประกาศว่าจะคงราคาไว้ตามช่วงเวลาที่ระบุ ส่วนธุรกิจที่ลูกค้าซื้อปีละครั้งหรือสองครั้ง การขึ้นครั้งเดียวในอัตราที่สูงกว่าเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้ง่ายกว่า

ถ้าคู่แข่งไม่ขึ้นราคา เราจะขึ้นได้ไหม

ได้ ถ้าสิ่งที่ลูกค้าซื้อไม่ใช่ราคาอย่างเดียว ให้ตรวจก่อนว่าลูกค้ากลุ่มไหนที่ไม่เคยขอเทียบราคาและไม่เคยต่อรอง กลุ่มนั้นซื้อเพราะความสะดวก ความเร็ว หรือความไว้ใจ และมักรับการขึ้นราคาได้ นอกจากนี้ควรดูว่าสินค้าหรือบริการของคุณมีราคาอ้างอิงที่ลูกค้าเทียบได้ตรง ๆ หรือไม่ ถ้าเทียบยาก พื้นที่ในการขึ้นราคาจะมากกว่าที่คิด สิ่งที่ไม่ควรทำคือขึ้นราคาในสินค้าที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งตลาดและลูกค้าเทียบได้ในสามวินาที

ควรบอกเหตุผลอะไรกับลูกค้า

ให้เหตุผลที่ชี้ไปยังสิ่งที่ลูกค้าตรวจสอบได้จากภายนอก เช่น ราคาวัตถุดิบที่ปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำที่เปลี่ยน หรือค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน เหตุผลภายในอย่างค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้นมักไม่ได้ผล เพราะลูกค้ามองว่าเป็นเรื่องที่ผู้ขายควรจัดการเอง ควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบการสั่งซื้อ และเสนอทางเลือกที่ลูกค้ายังคุมค่าใช้จ่ายได้ เช่น ราคาเดิมสำหรับปริมาณที่มากขึ้น

ธุรกิจที่ไม่เคยขึ้นราคาไม่ได้กำลังรักษาลูกค้า แต่กำลังโอนผลของต้นทุนที่สูงขึ้นเข้ากระเป๋าตัวเองทีละน้อยทุกปี การขึ้นราคาที่คำนวณมาแล้วและสื่อสารดี ไม่ใช่การเสี่ยง แต่คือการทำให้ราคายังสะท้อนสิ่งที่คุณส่งมอบจริง

ขึ้นราคาการตั้งราคามาร์จินกำไร

บริการที่เกี่ยวข้อง

SME Dashboard สำหรับเจ้าของธุรกิจ

เชื่อม POS, Excel, Sheets และ ERP ให้เห็นยอดขาย สต็อก และกำไรเรียลไทม์

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

ขึ้นราคาแล้วลูกค้าจะหนีไหม เลิกเดาแล้ววัดจริง: วิธีทดสอบความไวต่อราคาด้วยข้อมูลขายของตัวเอง

เราเคยคำนวณให้ดูแล้วว่าการขึ้นราคาคือคันโยกกำไรที่แรงที่สุด แต่คำถามที่ค้างอยู่คือลูกค้าจะตอบสนองแค่ไหน คำตอบวัดได้จริงด้วยการทดลองราคาแบบมีกลุ่มควบคุม บทความนี้ให้สูตร elasticity ตัวอย่างที่ยอดตกแต่กำไรพุ่ง วิธีออกแบบการทดสอบในร้านจริง และกับดักการอ่านผลที่ทำให้ข้อสรุปผิดทาง

ตั้งราคาสินค้ายังไงให้มีกำไร ไม่ใช่แค่บวกกำไรมั่ว ๆ

เลิกตั้งราคาแบบเดา มาเรียนรู้วิธีตั้งราคาจากต้นทุนและกำไรที่ต้องการ เพื่อให้ทุกชิ้นที่ขายมีกำไรจริง

ยืนราคาไว้ 30 วัน แล้วต้นทุนขึ้นก่อนลูกค้าตอบ — วิธีตั้งเงื่อนไขราคาที่ไม่เสียลูกค้า

ใบเสนอราคาที่ยืนราคานานเกินไปทำให้กำไรหายโดยที่ยอดขายยังดูดี บทความนี้อธิบายวิธีเลือกอายุใบเสนอราคาตามความผันผวนของต้นทุน และวิธีเขียนเงื่อนไขปรับราคาที่ลูกค้ายอมรับได้

ลดราคา 10% ต้องขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน: สูตรเดียวที่ควรคิดก่อนติดป้ายเซลล์ทุกครั้ง

โปรโมชั่นคือเครื่องมือการเงินที่ถูกใช้ด้วยความรู้สึกมากที่สุดในธุรกิจ บทความนี้ให้สูตรปริมาณขายชดเชยที่คำนวณได้ในสิบวินาที ตารางตัวเลขที่ทำให้เห็นว่าธุรกิจมาร์จิ้นบางไม่มีสิทธิ์ลดราคาเล่น ๆ ด้านกลับของสมการที่ทำให้กล้าขึ้นราคา และรายการเหตุผลที่โปรยังคุ้มแม้ตัวเลขดูโหด — ถ้าวัดผลจริงหลังจบ