ซัพพลายเออร์ที่ส่งช้าเป็นประจำแต่ราคาถูกที่สุด: ต้นทุนของการรอที่ไม่เคยอยู่ในใบเทียบราคา

13 ตุลาคม 2569อ่าน 8 นาที
ซัพพลายเออร์ที่ส่งช้าเป็นประจำแต่ราคาถูกที่สุด: ต้นทุนของการรอที่ไม่เคยอยู่ในใบเทียบราคา

ฝ่ายจัดซื้อเลือกรายที่ถูกกว่าสามเปอร์เซ็นต์ ฝ่ายผลิตหยุดรอของสองวันต่อเดือน ฝ่ายขายเลื่อนกำหนดส่งให้ลูกค้า — และไม่มีใครเอาสามอย่างนี้มาวางบนกระดาษแผ่นเดียวกัน บทความนี้ให้สูตรต้นทุนจริงที่รวมความน่าเชื่อถือ และสามวันที่ระบบต้องบันทึกจึงจะคำนวณมันได้

ในโรงงานขนาดกลางแห่งหนึ่ง ฝ่ายจัดซื้อได้รับคำชมทุกไตรมาสจากการต่อรองราคาวัตถุดิบหลักลงได้สามเปอร์เซ็นต์ด้วยการย้ายไปซัพพลายเออร์รายใหม่ ในโรงงานเดียวกัน ฝ่ายผลิตบ่นทุกเดือนว่าต้องหยุดไลน์รอวัตถุดิบเฉลี่ยสองวัน และฝ่ายขายโทรขอโทษลูกค้าเรื่องเลื่อนกำหนดส่งบ่อยขึ้นจนกลายเป็นงานประจำ สามแผนกนี้ประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ และไม่มีใครเชื่อมสามเรื่องนี้เข้าด้วยกัน เพราะแต่ละเรื่องอยู่ในตัวชี้วัดของคนละแผนก: จัดซื้อวัดที่ราคาซื้อ ผลิตวัดที่ชั่วโมงเดินเครื่อง ขายวัดที่ยอดและความพอใจลูกค้า ซัพพลายเออร์ที่ถูกกว่าสามเปอร์เซ็นต์ส่งช้ากว่ากำหนดราวหนึ่งในสามครั้ง และทุกครั้งที่ช้า โรงงานจ่ายค่าโอทีเพื่อเร่งงานคืน จ่ายค่าขนส่งด่วนสำหรับของบางส่วน และเสียส่วนลดที่สัญญากับลูกค้าไว้กรณีส่งไม่ทัน — ค่าใช้จ่ายที่กระจายไปในสามบัญชีต่างกันและไม่มีบรรทัดไหนเขียนว่า 'ต้นทุนของซัพพลายเออร์ที่ส่งช้า' ใบเทียบราคาที่ฝ่ายจัดซื้อใช้จึงเทียบสิ่งที่ผิด: มันเทียบราคาต่อหน่วยของสิ่งที่จะมาถึงตรงเวลา ทั้งที่สิ่งที่ซื้อจริง ๆ คือราคาต่อหน่วยบวกความน่าจะเป็นที่มันจะไม่มา

กลไก: ทำไมความช้าจึงแพงกว่าที่ดูจากแต่ละครั้ง

ความช้าหนึ่งครั้งของซัพพลายเออร์สร้างต้นทุนสองชั้น ชั้นแรกคือต้นทุนของเหตุการณ์นั้นเอง ซึ่งขึ้นกับว่าธุรกิจทำอะไรเมื่อของไม่มา: หยุดรอ (ชั่วโมงเครื่องและคนที่ว่างแต่ต้องจ่าย) เร่งงานคืนทีหลัง (โอที) หาของทดแทนด่วน (ซื้อแพงกว่าและค่าส่งด่วน) หรือส่งลูกค้าช้า (ส่วนลดตามสัญญา ค่าปรับ หรือลูกค้าที่ครั้งหน้าไปซื้อที่อื่น — ต้นทุนเดียวกับที่บทความเรื่องของหมดอธิบาย แต่คราวนี้เกิดจากต้นน้ำ) ชั้นที่สองมองเห็นยากกว่าและถาวรกว่า: ธุรกิจที่รู้ว่าซัพพลายเออร์ไม่แน่นอนจะป้องกันตัวด้วยการสั่งล่วงหน้ามากขึ้นและถือสต๊อกสำรองสูงขึ้น ซึ่งเป็นเงินจมและพื้นที่ที่จ่ายทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะวันที่ช้า สต๊อกสำรองที่ต้องถือไม่ได้ขึ้นกับว่าซัพพลายเออร์ส่งช้าโดยเฉลี่ยกี่วัน แต่ขึ้นกับว่าเวลาส่งแกว่งแค่ไหน — ซัพพลายเออร์ที่ส่งเจ็ดวันเสมอ ต้องการสต๊อกสำรองน้อยกว่ารายที่ส่งเฉลี่ยห้าวันแต่แกว่งระหว่างสองถึงสิบสี่วัน แม้รายหลังจะเร็วกว่าโดยเฉลี่ย นี่คือเหตุผลที่ 'ส่งเร็ว' กับ 'ส่งแน่นอน' เป็นคนละคุณสมบัติ และคุณสมบัติที่สองมีค่ามากกว่าสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่

Ctrue=P  +  plate×Cevent  +  h×z σLT dC_{true} = P \;+\; p_{late} \times C_{event} \;+\; h \times z \, \sigma_{LT} \, d
ต้นทุนจริงต่อหน่วยของการซื้อจากซัพพลายเออร์รายหนึ่ง (C_true) = ราคาต่อหน่วยในใบเทียบราคา (P) บวกความน่าจะเป็นที่การส่งจะช้ากว่าที่รับปาก (p_late — จากประวัติสามวันที่บันทึก) คูณความเสียหายต่อครั้งที่ช้าเฉลี่ยต่อหน่วย (C_event — โอที ค่าส่งด่วน ส่วนลดหรือลูกค้าที่เสีย หารด้วยจำนวนหน่วยในใบสั่งซื้อ) บวกต้นทุนถือสต๊อกสำรองที่ความผันผวนของรายนี้บังคับ: ต้นทุนถือครองต่อหน่วยต่อวัน (h) คูณสต๊อกสำรอง ซึ่งประมาณจากค่าความปลอดภัย (z — ราว 1.65 สำหรับระดับบริการ 95%) คูณส่วนเบี่ยงเบนของเวลาส่ง (σ_LT — เป็นวัน) คูณอัตราใช้ต่อวัน (d) ตัวอย่างที่มักทำให้ห้องประชุมเงียบ: ซัพพลายเออร์ A ราคา 100 บาท ส่งช้าหนึ่งในสามครั้ง เสียหายครั้งละเทียบเท่า 12 บาทต่อหน่วย และแกว่งจนต้องถือสต๊อกสำรองเพิ่มเทียบเท่า 3 บาทต่อหน่วย = 100 + 4 + 3 = 107 บาท ซัพพลายเออร์ B ราคา 103 บาท ส่งช้าหนึ่งในยี่สิบครั้ง เสียหายเท่ากัน แกว่งน้อยจนสต๊อกสำรองเพิ่มเทียบเท่า 1 บาท = 103 + 0.6 + 1 = 104.6 บาท รายที่ 'แพงกว่าสามเปอร์เซ็นต์' ถูกกว่าจริงสองเปอร์เซ็นต์ และไม่มีทางเห็นได้จากใบเทียบราคาที่มีคอลัมน์เดียว

สามวันที่ระบบต้องบันทึก และรายงานหน้าเดียวที่ตามมา

  • วันสั่งซื้อ — มีอยู่แล้วในทุกระบบ
  • วันที่ซัพพลายเออร์รับปาก — ช่องที่หายไปบ่อยที่สุด ต้องบังคับกรอกในใบสั่งซื้อทุกใบ ถ้าซัพพลายเออร์ไม่ระบุ ให้ใส่เวลาส่งมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ และการที่เขาไม่ยอมระบุ ก็เป็นข้อมูลอย่างหนึ่งแล้ว
  • วันและจำนวนที่มาถึงจริง — จากการรับของ พร้อมจำนวนที่ครบหรือขาด เพราะการส่งตรงเวลาแต่ขาดจำนวนคือความช้าอีกแบบที่ต้องนับ
  • รายงาน OTIF ต่อซัพพลายเออร์ต่อเดือน — เปอร์เซ็นต์ของใบสั่งซื้อที่มาตรงเวลาและครบจำนวน จำนวนวันช้าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน และต้นทุนจริงตามสูตรวางข้างราคาต่อหน่วย นี่คือใบเทียบราคาฉบับที่ถูกต้อง

ขั้นตอนหลังจากเห็นตัวเลข: วัด ส่งให้เขาดู แล้วค่อยย้าย

ปฏิกิริยาแรกของธุรกิจที่เห็นรายงาน OTIF ครั้งแรก มักเป็นการย้ายซัพพลายเออร์ทันที ซึ่งมักผิดสองอย่าง: ซัพพลายเออร์รายใหม่ก็ยังไม่มีประวัติ และรายเก่าอาจไม่เคยรู้ว่าตัวเองช้าเพราะไม่มีใครวัดให้ดู ลำดับที่ได้ผลกว่าคือ ขั้นแรก — วัดสามเดือนก่อนสรุปอะไร เพื่อให้ p_late และ σ_LT เป็นตัวเลขจริงไม่ใช่ความรู้สึกจากครั้งล่าสุด ขั้นที่สอง — ส่งคะแนนให้ซัพพลายเออร์ดูทุกเดือน พร้อมบอกว่าธุรกิจใช้ต้นทุนจริงตามสูตร ไม่ใช่ราคาต่อหน่วย ในการจัดสรรปริมาณซื้อ ซัพพลายเออร์จำนวนมากปรับตัวภายในหนึ่งไตรมาสเมื่อรู้ว่าถูกวัด และนี่ถูกกว่าการย้ายมาก ขั้นที่สาม — สำหรับวัตถุดิบที่หยุดการผลิตได้ ให้มีสองแหล่งเสมอ แม้แหล่งที่สองจะแพงกว่า เพราะสิ่งที่ซื้อจากแหล่งที่สองคือการลด p_late ของทั้งระบบ ไม่ใช่ของชิ้นนั้น ขั้นที่สี่ — ย้ายปริมาณตามต้นทุนจริง ไม่ใช่ตามราคา และให้ฝ่ายจัดซื้อถูกวัดด้วย C_true แทน P เพราะตราบใดที่ตัวชี้วัดของฝ่ายจัดซื้อยังเป็นราคาต่อหน่วย ซัพพลายเออร์ที่ถูกที่สุดจะกลับมาชนะอีกภายในสองไตรมาสไม่ว่ารายงานจะบอกอะไร

คำถามที่พบบ่อย

วัตถุดิบบางตัวมีซัพพลายเออร์รายเดียวในประเทศ วัดไปก็เปลี่ยนไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร

มีประโยชน์สองอย่างแม้เปลี่ยนไม่ได้ อย่างแรก ตัวเลข σ_LT ของรายนั้นบอกว่าต้องถือสต๊อกสำรองเท่าไรจึงจะไม่หยุดผลิต ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ธุรกิจคุมได้เต็มที่และมักถือน้อยเกินไปเพราะไม่มีตัวเลข อย่างที่สอง การส่งคะแนน OTIF ให้ซัพพลายเออร์รายเดียวดูทุกเดือน ยังเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เพราะแม้เขาจะไม่กลัวเสียลูกค้า เขาก็มักไม่รู้ว่าตัวเองช้าแค่ไหนจนกว่าจะเห็นตัวเลข และการเจรจาเงื่อนไข เช่น ค่าชดเชยเมื่อช้า ทำได้ง่ายกว่ามากเมื่อมีประวัติหกเดือนวางบนโต๊ะ

ซัพพลายเออร์รายเล็กไม่เคยระบุวันส่งชัดเจน จะบันทึกวันที่รับปากอย่างไร

ให้ใส่เวลาส่งมาตรฐานที่คุยกันไว้ครั้งแรก เช่น 'ปกติเจ็ดวัน' เป็นวันที่รับปากโดยปริยาย และวัดกับตัวเลขนั้น ถ้าเขาส่งช้ากว่าเจ็ดวันครึ่งหนึ่งของครั้งทั้งหมด ข้อมูลนี้ก็จริงและมีประโยชน์เท่ากัน จากนั้นเมื่อมีประวัติ ให้เสนอตัวเลขให้เขายืนยัน: 'จากประวัติหกเดือน คุณส่งเฉลี่ยเก้าวัน เราจะบันทึกเก้าวันเป็นมาตรฐานได้ไหม' ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่ยอมรับตัวเลขที่มาจากประวัติของตัวเองได้ง่ายกว่าตัวเลขที่ถูกเรียกร้อง

ระบบที่มีอยู่บันทึกได้แค่วันสั่งกับวันรับ ต้องเปลี่ยนระบบไหม

ยังไม่ต้อง ถ้าระบบมีช่องหมายเหตุหรือช่องกำหนดเองในใบสั่งซื้อ ให้ใช้ช่องนั้นเป็นวันที่รับปากและบังคับกรอกด้วยกติกาของทีม แล้วดึงสามวันออกมาคำนวณ OTIF ในสเปรดชีตรายเดือน ธุรกิจที่มีใบสั่งซื้อไม่กี่ร้อยใบต่อเดือนทำแบบนี้ได้ ระบบต้องเปลี่ยนเมื่อการดึงและคำนวณด้วยมือหยุดทำ (มักภายในสามเดือน) หรือเมื่อต้องการให้ต้นทุนจริงตามสูตรปรากฏบนหน้าจอเทียบราคาโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่ออกใบสั่งซื้อ ซึ่งเป็นจุดที่พฤติกรรมของฝ่ายจัดซื้อเปลี่ยนจริง

ซัพพลายเออร์จัดซื้อส่งช้าOTIFต้นทุนจริง

บริการที่เกี่ยวข้อง

รับวางระบบ ERP

รวมบัญชี สต๊อก การขาย และการผลิตไว้ในระบบเดียวที่เชื่อมกันทั้งธุรกิจ

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของธุรกิจโรงงานและการผลิต บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ อัตราคงอยู่ และการกระจายรายจังหวัดของหมวดการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

เทียบราคาซัพพลายเออร์อย่างเป็นระบบ — จัดซื้อที่พิสูจน์ได้ว่าซื้อถูกที่สุดจริง

ธุรกิจส่วนใหญ่ซื้อของจากเจ้าเดิมด้วยความเคยชิน โดยไม่มีใครรู้ว่าราคาที่จ่ายอยู่ดีจริงไหม บทความนี้อธิบายระบบจัดซื้อที่เก็บราคาทุกเจ้า เทียบราคาทุกครั้งที่ซื้อ และเผยว่าเงินที่จ่ายแพงกว่าที่ควรในแต่ละปีคือเท่าไหร่

ของหมดบ่อยจนลูกค้าเลิกถาม: ยอดขายที่หายไปไม่เคยอยู่ในรายงาน เพราะระบบบันทึกแต่สิ่งที่ขายได้

สินค้าขายดีอันดับหนึ่งของร้านมียอดทรงตัวมาสามเดือน เจ้าของสรุปว่าตลาดอิ่มตัว — ทั้งที่มันหมดสต๊อกรวมยี่สิบสองวันในสามเดือนนั้น ยอดที่ไม่ได้ขายไม่มีบรรทัดในรายงานไหน บทความนี้ว่าด้วยวิธีทำให้มันมีบรรทัด ตีเป็นเงิน แล้วตัดสินใจว่าสินค้าตัวไหนควรกลัวของหมดมากกว่ากลัวของค้าง

รับปากลูกค้าว่าส่งวันไหน แล้วเลื่อนเกือบทุกครั้ง — วิธีให้วันที่ที่รักษาได้

การบอกวันส่งจากความรู้สึกว่าปกติใช้เวลาเท่าไร คือสาเหตุที่ทำให้เลื่อนซ้ำ บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณของที่พร้อมขายจริงและวิธีประกอบวันส่งจากเวลาแต่ละช่วง แทนการเดา

รับงานด่วนหนึ่งงาน แล้วงานที่เหลือเลื่อนทั้งแถว — ต้นทุนจริงของการแทรกคิว

งานด่วนมีต้นทุนสองชั้น ชั้นแรกคือค่าล่วงเวลาและค่าขนส่งที่เห็นในบิล ชั้นที่สองคืองานอื่นทุกงานที่ถูกเลื่อน ซึ่งไม่มีใครคิดเงิน บทความนี้คำนวณชั้นที่สองและเสนอนโยบายรับงานด่วนที่ใช้ได้จริง