สุโขทัย: เมืองที่ขายของสองแบบจากเคาน์เตอร์เดียว — นักท่องเที่ยวที่เดินเข้าร้าน กับออเดอร์สั่งทำที่ส่งไปทั่วโลก

17 ตุลาคม 2569อ่าน 7 นาที
สุโขทัย: เมืองที่ขายของสองแบบจากเคาน์เตอร์เดียว — นักท่องเที่ยวที่เดินเข้าร้าน กับออเดอร์สั่งทำที่ส่งไปทั่วโลก

โรงงานสังคโลกที่ขายหน้าร้านให้นักท่องเที่ยวช่วงลอยกระทงและรับออเดอร์สั่งทำจากโรงแรมต่างประเทศตลอดปี มีธุรกิจสองแบบที่เศรษฐศาสตร์ต่างกันสิ้นเชิงอยู่ในสมุดเล่มเดียว บทความว่าด้วยชั่วโมงช่างในฐานะทรัพยากรที่ต้องแบ่งระหว่างสองเคาน์เตอร์ และตัวเลขเดียวที่บอกว่าควรป้อนชั่วโมงไปทางไหนเมื่อทั้งสองด้านต้องการพร้อมกัน

โรงงานสังคโลกแห่งหนึ่งใกล้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยมีรายได้สองทางที่เจ้าของเรียกรวมกันว่า 'ยอดขาย' ทางแรกคือหน้าร้าน — นักท่องเที่ยวที่เดินเข้ามาหลังชมโบราณสถาน ซื้อชิ้นละไม่กี่ร้อยถึงไม่กี่พันบาท จ่ายทันที ไม่ต่อรอง และมาเป็นคลื่นตามฤดูหนาวและสัปดาห์ลอยกระทง ทางที่สองคือออเดอร์สั่งทำ — โรงแรมในต่างประเทศสั่งจานสามร้อยใบตามแบบของเขา ร้านอาหารในกรุงเทพสั่งชุดถ้วยที่ต้องเผาสีเฉพาะ ผู้ส่งออกสั่งล็อตที่ต้องส่งภายในวันที่กำหนด — ราคาต่อชิ้นต่ำกว่าหน้าร้านมาก มัดจำสามสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือจ่ายเมื่อส่งมอบ และใช้เวลาช่างเป็นสัปดาห์ ทั้งสองทางใช้ช่างชุดเดียวกัน เตาเดียวกัน และดินก้อนเดียวกัน ปัญหาเกิดในเดือนพฤศจิกายน: หน้าร้านต้องการของเต็มชั้นเพราะนักท่องเที่ยวมาแล้ว ออเดอร์สั่งทำสามรายการต้องส่งก่อนคริสต์มาส และช่างมีชั่วโมงเท่าเดิม เจ้าของตัดสินใจจากความรู้สึกทุกปี — และทุกปีมีด้านหนึ่งที่เสียหาย: ชั้นหน้าร้านว่างในสัปดาห์ที่ขายดีที่สุด หรือออเดอร์ส่งช้าจนโรงแรมไม่สั่งซ้ำ ไม่มีใครในโรงงานรู้ว่าชั่วโมงช่างหนึ่งชั่วโมงทำเงินได้เท่าไรเมื่อใช้กับหน้าร้าน เทียบกับเมื่อใช้กับออเดอร์ และตราบใดที่ไม่รู้ การตัดสินใจเดือนพฤศจิกายนจะเป็นการเดาต่อไป

สองเศรษฐศาสตร์ในเคาน์เตอร์เดียว

กรมประชาสัมพันธ์บรรยายสุโขทัยว่าเป็นแหล่งหัตถกรรมพื้นบ้าน — สังคโลก ผ้าตีนจก ผ้าหมักโคลน — ที่ขายทั้งในตลาดตัวเมืองและตลาดศรีสัชนาลัยควบคู่กับของกินพื้นเมือง และ ททท. จัดสุโขทัยเป็นจุดหมายเมืองรองที่มีอุทยานประวัติศาสตร์เป็นแม่เหล็ก ภาพนั้นอธิบายลูกค้าแบบแรกได้ครบ: คนที่มาเพราะโบราณสถาน แวะซื้อของเพราะมันสวยและมีเรื่องราว จ่ายราคาที่ไม่ได้เทียบกับที่ไหน แล้วไม่กลับมาอีกจนกว่าจะมาเที่ยวครั้งหน้า ลูกค้าแบบนี้ให้กำไรต่อชิ้นสูงที่สุด แต่มาเป็นคลื่นที่ธุรกิจคุมไม่ได้ และหายไปเกือบหมดในฤดูฝน ลูกค้าแบบที่สองไม่เคยเห็นอุทยาน — โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ส่งออก นักออกแบบ — ที่สั่งเพราะฝีมือและราคาต่อชิ้นเมื่อสั่งเป็นร้อย เขาต่อรอง กำหนดแบบ กำหนดวันส่ง และกลับมาสั่งซ้ำถ้าพอใจ ให้กำไรต่อชิ้นต่ำแต่ให้งานตลอดปี และเป็นเหตุผลที่ช่างยังมีงานทำในเดือนกรกฎาคม เวิร์กช็อปที่อยู่รอดในสุโขทัยมักมีทั้งสองแบบ และเวิร์กช็อปที่มีปัญหาคือเวิร์กช็อปที่บริหารทั้งสองแบบราวกับเป็นอย่างเดียวกัน

ชั่วโมงช่างคือหน่วยที่ต้องแบ่ง และตัวเลขที่บอกว่าแบ่งไปทางไหน

CMh(c)=Pc−VcHcเทียบ CMhshop กับ CMhorderCM_{h}^{(c)} = \dfrac{P_{c} - V_{c}}{H_{c}} \qquad\text{เทียบ } CM_{h}^{shop} \text{ กับ } CM_{h}^{order}
กำไรส่วนเกินต่อชั่วโมงช่างของช่องทาง c (CM_h^(c)) = ราคาขายต่อชิ้นของช่องทางนั้น (P_c) ลบต้นทุนผันแปรต่อชิ้น (V_c — ดิน เคลือบ ค่าเผาต่อชิ้น กล่อง ค่าส่ง ค่าคอมมิชชันถ้ามี) หารด้วยชั่วโมงช่างที่ใช้ต่อชิ้น (H_c — ซึ่งงานสั่งทำที่ทำซ้ำร้อยชิ้นมักใช้น้อยกว่างานชิ้นเดียวหน้าร้านมาก) เมื่อคำนวณแยกสองช่องทาง เวิร์กช็อปส่วนใหญ่พบสิ่งที่ขัดกับความรู้สึก: ชิ้นหน้าร้านที่ขายสองพันบาทอาจให้กำไรส่วนเกินต่อชั่วโมงต่ำกว่าจานสั่งทำที่ขายสองร้อยบาท เพราะจานสั่งทำใช้เวลาต่อชิ้นเพียงเศษเสี้ยว — หรือตรงข้าม ถ้าออเดอร์นั้นต้องการเคลือบพิเศษที่เผาเสียบ่อย ไม่มีคำตอบทั่วไป มีแต่คำตอบของเวิร์กช็อปนั้นในเดือนนั้น และสูตรนี้คือวิธีได้คำตอบ ข้อจำกัดที่ต้องใส่ให้ครบ: หน้าร้านมีเพดานว่าขายได้กี่ชิ้นต่อสัปดาห์ในฤดูนั้น (ทำเกินเพดานคือสต๊อกค้างจนฤดูหน้า) ส่วนออเดอร์มีกำหนดส่งที่พลาดแล้วเสียลูกค้าประจำ ดังนั้นการตัดสินใจเดือนพฤศจิกายนคือ: ป้อนชั่วโมงให้ช่องทางที่ CM_h สูงกว่า จนถึงเพดานของมัน แล้วที่เหลือไปอีกช่องทาง — ไม่ใช่ป้อนตามเสียงที่ดังกว่า

เงินที่จมในงานระหว่างทำ: ทำไมโรงงานที่ออเดอร์เต็มมือถึงไม่มีเงินซื้อดิน

ออเดอร์สั่งทำที่มัดจำสามสิบเปอร์เซ็นต์ดูเหมือนดีลที่ดีในวันเซ็น แต่โครงสร้างของมันคือเวิร์กช็อปให้เงินกู้แก่ลูกค้า: ดิน เคลือบ ค่าเผา และค่าแรงช่างเกือบทั้งหมดถูกจ่ายออกไปในสัปดาห์ที่สองถึงหก ขณะที่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของราคาจะเข้ามาในสัปดาห์ที่แปดหรือช้ากว่านั้น เวิร์กช็อปที่มีออเดอร์สามรายการซ้อนกันจึงมีเงินของตัวเองจมอยู่ในของที่ยังไม่เสร็จเป็นจำนวนที่เจ้าของมักไม่เคยรวม และเป็นเหตุผลที่โรงงานที่ 'งานเยอะที่สุดในรอบสามปี' กลับต้องยืมเงินซื้อดิน ตัวเลขที่ต้องเห็นคือผลรวมของ (ต้นทุนที่จ่ายไปแล้ว ลบ มัดจำที่รับแล้ว) ของทุกออเดอร์ที่ยังไม่ส่ง — ซึ่งระบบงานสั่งทำที่บันทึกวัสดุและชั่วโมงต่อออเดอร์ให้ได้ทันที และสมุดให้ไม่ได้เลย เมื่อเห็นตัวเลขนี้ การตัดสินใจสองอย่างเปลี่ยน: เวิร์กช็อปเริ่มขอมัดจำที่สะท้อนต้นทุนวัสดุจริงแทนตัวเลขกลม ๆ และเริ่มจัดลำดับออเดอร์ตามเงินที่จะปลดล็อกได้เร็วที่สุด ไม่ใช่ตามลำดับที่รับมา

ระบบเดียว สองช่องทาง: สิ่งที่ต้องแยกและสิ่งที่ต้องรวม

  • แยกในข้อมูล — ทุกรายการขายติดป้ายช่องทาง (หน้าร้าน / สั่งทำ) เพื่อให้ CM_h คำนวณแยกได้ และเพื่อให้ยอดหน้าร้านเทียบกับสัปดาห์เดียวกันของปีก่อน ไม่ใช่กับเดือนก่อนที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยว
  • รวมในสต๊อก — ชิ้นที่จองให้ออเดอร์ถูกล็อกในระบบและไม่ปรากฏบนหน้าจอขายหน้าร้าน เพราะการขายจานที่โรงแรมสั่งไว้ให้นักท่องเที่ยวที่ยืนถือเงินสด คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในเดือนพฤศจิกายน
  • รวมในชั่วโมง — ช่างจดชั่วโมงต่อออเดอร์อย่างหยาบ (ครึ่งวัน) เพื่อให้ H_c เป็นตัวเลขจริง และเพื่อให้ใบเสนอราคาใบถัดไปใช้ชั่วโมงจากประวัติ ไม่ใช่จากความหวัง
  • ให้ลูกค้าสั่งทำเห็นสถานะเอง — ขึ้นรูป เผาดิบ เคลือบ เผาเคลือบ แพ็ก — ลดข้อความถามความคืบหน้าและทำให้วันส่งที่รับปากเป็นวันที่คำนวณจากคิวเตาจริง

คำถามที่พบบ่อย

เวิร์กช็อปเล็กที่มีช่างสามคน คุ้มไหมที่จะมีระบบงานสั่งทำ

คุ้มเมื่อมีออเดอร์สั่งทำซ้อนกันตั้งแต่สองรายการขึ้นไป เพราะนั่นคือจุดที่เงินจมในงานระหว่างทำเริ่มใหญ่กว่าเงินสดในบัญชี และชิ้นที่จองให้ออเดอร์เริ่มถูกขายหน้าร้านโดยไม่ตั้งใจ ระบบที่เวิร์กช็อปขนาดนี้ต้องการเล็กมาก: ใบสั่งทำที่มีรหัส สถานะห้าขั้น วัสดุกับชั่วโมงที่บันทึกต่อรหัส และ POS หน้าร้านที่มองไม่เห็นของที่จองแล้ว ทั้งหมดอยู่บนแท็บเล็ตเครื่องเดียว และมักคืนทุนจากออเดอร์ที่ไม่ส่งช้าเพียงรายการเดียว

ผ้าทอตีนจกหรือผ้าหมักโคลนที่รับงานสั่งทอ ใช้แนวคิดเดียวกันไหม

ใช้แบบเดียวกันและมักชัดกว่า เพราะชั่วโมงทอต่อผืนสูงมากและต่างกันมากตามลวดลาย ผืนหน้าร้านที่ขายราคาสูงกับผืนสั่งทอลายเรียบร้อยผืนสำหรับโรงแรม ให้กำไรส่วนเกินต่อชั่วโมงทอที่ต่างกันได้หลายเท่า และกลุ่มทอผ้าที่คำนวณตัวเลขนี้จะรู้ทันทีว่างานสั่งทอราคาไหนถึงรับได้ ซึ่งเป็นคำตอบที่กลุ่มส่วนใหญ่ไม่มีเมื่อผู้ซื้อรายใหญ่มาต่อราคา

ทีมจากเชียงใหม่ทำงานกับเวิร์กช็อปสุโขทัยได้จริงไหม

ได้ สุโขทัยอยู่ห่างเชียงใหม่ราวสี่ชั่วโมงครึ่ง และงานระบบสั่งทำเกือบทั้งหมดคือการออกแบบและเทรนที่ทำผ่านวิดีโอคอล รอบเข้าไซต์ที่ต้องมีจริงคือการสำรวจกระบวนการครั้งแรกและวันติดตั้งหน้าร้าน ซึ่งทีมภาคเหนือมักจัดร่วมกับงานในอุตรดิตถ์และพิษณุโลก และงานแบบเดียวกันนี้ทีมทำให้เวิร์กช็อปเฟอร์นิเจอร์ในแพร่มาแล้ว

สุโขทัยสังคโลกงานสั่งทำหัตถกรรมท่องเที่ยวเมืองรอง

บริการที่เกี่ยวข้อง

รับพัฒนาระบบและซอฟต์แวร์เฉพาะทาง

ออกแบบและวางระบบตามความต้องการเฉพาะของธุรกิจคุณ ตั้งแต่ต้นจนใช้งานจริง

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของธุรกิจทัวร์และบริการท่องเที่ยว บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ อัตราคงอยู่ และการกระจายรายจังหวัดของหมวดธุรกิจจัดนำเที่ยว — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้สักแพร่: งานสั่งทำที่กำไรรั่วตรงใบเสนอราคา ไม่ใช่ตรงเลื่อย

แพร่คือเมืองหลวงเฟอร์นิเจอร์ไม้สักของประเทศ แต่เวิร์กช็อปส่วนใหญ่ตีราคางานสั่งทำด้วยความรู้สึก ทั้งที่ราคาไม้แกว่ง ค่าแรงช่างฝีมือขึ้น และงานแก้ไม่เคยถูกจด บทความนี้ไล่ว่ากำไรของงานไม้หายไปที่สี่จุดไหน และระบบขั้นต่ำที่เวิร์กช็อปครอบครัวควรมี

ธุรกิจไม้สักแพร่ที่เก่งที่สุดมักมีจุดอ่อนเดียวกัน: ทั้งกิจการอยู่ในหัวของคนคนเดียว — และนั่นคือเหตุผลที่ไม่มีใครรับช่วงต่อ

ร้านงานสั่งทำที่เชี่ยวชาญที่สุด มักตีราคาด้วยสายตา คุมงานด้วยความจำ และเก็บสูตรทั้งหมดไว้ในหัวช่างใหญ่ — มันเวิร์กมาสามสิบปี จนวันที่ต้องส่งต่อ: กิจการที่ความรู้ถอดออกมาเป็นระบบไม่ได้ คือกิจการที่ขายไม่ได้และสืบทอดไม่ได้ บทความนี้ว่าด้วยการถอดหัวออกมาเป็นเอกสาร — เริ่มจากสูตรตีราคางานสั่งทำ

รับงานมาทำแล้วขาดทุนโดยไม่รู้ตัว: ธุรกิจงานสั่งทำที่ไม่เคยเทียบต้นทุนจริงกับใบเสนอราคา จะเสนอราคาผิดแบบเดิมไปเรื่อย ๆ

ทุกใบเสนอราคาบวกกำไรยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่สิ้นปีกำไรเหลือหก — เพราะงานหนึ่งในสามขาดทุน และไม่มีใครรู้ว่างานไหน บทความนี้แยกส่วนต่างระหว่างราคาที่เสนอกับต้นทุนจริงออกเป็นสามก้อน (ปริมาณ ราคา ขอบเขต) และให้ลูปป้อนกลับที่ทำให้ใบเสนอราคาใบถัดไปแม่นขึ้นทุกไตรมาส

รับงานทุกงานที่เข้ามา แล้วไม่เหลือเวลาให้งานที่กำไรดี

เมื่อกำลังการผลิตเต็ม การรับงานหนึ่งงานแปลว่าปฏิเสธอีกงานหนึ่งเสมอ แม้จะไม่รู้ตัว บทความนี้อธิบายวิธีจัดลำดับงานด้วยกำไรต่อชั่วโมงของทรัพยากรที่จำกัด แทนการดูยอดหรือเปอร์เซ็นต์มาร์จิน