รับงานทุกงานที่เข้ามา แล้วไม่เหลือเวลาให้งานที่กำไรดี

เมื่อกำลังการผลิตเต็ม การรับงานหนึ่งงานแปลว่าปฏิเสธอีกงานหนึ่งเสมอ แม้จะไม่รู้ตัว บทความนี้อธิบายวิธีจัดลำดับงานด้วยกำไรต่อชั่วโมงของทรัพยากรที่จำกัด แทนการดูยอดหรือเปอร์เซ็นต์มาร์จิน
ธุรกิจที่กำลังโตมักภูมิใจว่าไม่เคยปฏิเสธงาน ซึ่งเป็นความจริงในช่วงที่ยังมีกำลังเหลือ แต่เมื่อคิวเต็มแล้ว การรับงานทุกงานไม่ได้แปลว่าไม่ปฏิเสธใคร มันแปลว่าปฏิเสธโดยไม่ได้เลือก งานที่เข้ามาก่อนจะได้ที่ว่าง ส่วนงานที่กำไรดีกว่าซึ่งเข้ามาทีหลังจะไม่มีที่ให้ และเจ้าของก็จะไม่มีวันรู้ว่าเสียอะไรไป เพราะงานที่ไม่ได้รับจะไม่ปรากฏในรายงานใด
ยอดขายและเปอร์เซ็นต์มาร์จินหลอกได้ทั้งคู่
ลองเทียบงานสองงาน งานแรกมียอด 300,000 บาท มาร์จินขั้นต้น 20 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นกำไรส่วนเกิน 60,000 บาท และใช้เวลาของช่างที่เก่งที่สุด 120 ชั่วโมง งานที่สองมียอด 90,000 บาท มาร์จิน 35 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นกำไรส่วนเกิน 31,500 บาท และใช้เวลาช่างคนเดียวกัน 30 ชั่วโมง ถ้าดูยอดขาย งานแรกชนะขาด ถ้าดูเปอร์เซ็นต์มาร์จิน งานที่สองชนะ แต่ถ้าดูสิ่งที่สำคัญจริง คือกำไรต่อชั่วโมงของช่างคนนั้น งานแรกให้ 500 บาทต่อชั่วโมง ส่วนงานที่สองให้ 1,050 บาทต่อชั่วโมง
จากยอดขาย ฿100
ขายได้ ฿100 แต่กำไรจริงเหลือแค่ ฿12 — ต้องเห็นต้นทุนก่อนถึงจะแก้ได้
หาให้เจอก่อนว่าอะไรคือทรัพยากรที่จำกัด
สูตรนี้ใช้ไม่ได้เลยถ้าระบุคอขวดผิด และธุรกิจส่วนใหญ่ระบุผิดในครั้งแรก เพราะมักคิดว่าคอขวดคือสิ่งที่ดูยุ่งที่สุด ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน วิธีหาที่ตรงที่สุดคือดูว่างานไปกองรออยู่หน้าอะไรมากที่สุด และถ้าเพิ่มกำลังตรงจุดใดแล้วธุรกิจจะรับงานได้มากขึ้นทันที
- ในโรงงาน มักเป็นเครื่องจักรหรือขั้นตอนเดียวที่งานทุกชิ้นต้องผ่าน และมีงานรอคิวอยู่หน้ามันเสมอ
- ในธุรกิจบริการ มักเป็นเวลาของคนที่เก่งที่สุดหนึ่งหรือสองคน ซึ่งเป็นคนที่ถูกดึงเข้าไปช่วยทุกงานที่ยาก
- ในธุรกิจเจ้าของเดียว มักเป็นเวลาของเจ้าของ ซึ่งเป็นคอขวดที่มองไม่เห็นที่สุด เพราะไม่มีใครบันทึกว่าเจ้าของใช้เวลาไปกับอะไร
- ในบางธุรกิจคอขวดคือเงินสด ไม่ใช่เวลา กรณีนี้ตัวหารควรเป็นเงินสดที่ต้องจมในงานนั้นและระยะเวลาที่จมอยู่ ไม่ใช่ชั่วโมงการทำงาน
ปฏิเสธอย่างไรไม่ให้เสียความสัมพันธ์
การปฏิเสธที่ทำให้เสียลูกค้าคือการบอกว่ารับไม่ได้แล้วจบ ส่วนการปฏิเสธที่รักษาความสัมพันธ์ไว้คือการเสนอเงื่อนไขที่ทำให้งานนั้นคุ้มค่าพอที่จะรับ ซึ่งเปลี่ยนการตัดสินใจไปอยู่ที่ลูกค้า และบ่อยครั้งลูกค้าก็ยอมรับเงื่อนไขนั้น
- เสนอราคาที่สะท้อนต้นทุนโอกาสจริง ถ้างานนี้ต้องเบียดงานที่ให้กำไรต่อชั่วโมงสูงกว่า ราคาที่เสนอควรชดเชยส่วนต่างนั้น ลูกค้าที่ยอมจ่ายคือลูกค้าที่งานนั้นสำคัญกับเขาจริง
- เสนอกำหนดส่งที่ยาวขึ้นแทนการปฏิเสธ เพราะงานจำนวนมากไม่ได้ด่วนอย่างที่ระบุไว้ตอนแรก และการรอสองสัปดาห์มักเป็นทางเลือกที่ลูกค้ายอมรับได้
- เสนอขอบเขตที่แคบลง โดยรับเฉพาะส่วนที่ธุรกิจของคุณทำได้ดีที่สุดและใช้คอขวดน้อยที่สุด แล้วแนะนำผู้ให้บริการรายอื่นสำหรับส่วนที่เหลือ
- แนะนำคนอื่นอย่างจริงใจเมื่อรับไม่ได้จริง การส่งต่อลูกค้าไปยังผู้ที่ทำได้ดีกว่าในงานนั้นสร้างความไว้ใจระยะยาวมากกว่าการฝืนรับแล้วทำได้ไม่ดี
คำถามที่พบบ่อย
ควรใช้เกณฑ์อะไรตัดสินใจว่าจะรับงานไหน
ใช้กำไรส่วนเกินต่อหนึ่งชั่วโมงของทรัพยากรที่จำกัดที่สุด คำนวณจากราคาขายลบต้นทุนผันแปร หารด้วยจำนวนชั่วโมงที่งานนั้นใช้คอขวด ไม่ใช่ชั่วโมงทั้งหมดของงาน เกณฑ์นี้ให้คำตอบที่ต่างจากการดูยอดขายหรือเปอร์เซ็นต์มาร์จินอย่างชัดเจน เพราะยอดขายทำให้เลือกงานใหญ่ที่กินเวลา ส่วนเปอร์เซ็นต์มาร์จินทำให้เลือกงานเล็กที่กำไรสวยแต่รวมแล้วน้อย ข้อควรระวังคือเกณฑ์นี้ใช้ได้ต่อเมื่อกำลังการผลิตเต็มแล้วเท่านั้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือคอขวดของธุรกิจ
ดูว่างานไปกองรออยู่หน้าอะไรมากที่สุด และถามว่าถ้าเพิ่มกำลังตรงจุดใดแล้วธุรกิจจะรับงานได้มากขึ้นทันที ในโรงงานมักเป็นเครื่องจักรหรือขั้นตอนที่งานทุกชิ้นต้องผ่าน ในธุรกิจบริการมักเป็นเวลาของคนเก่งหนึ่งหรือสองคนที่ถูกดึงเข้าไปช่วยทุกงานยาก และในธุรกิจเจ้าของเดียวมักเป็นเวลาของเจ้าของเอง ซึ่งเป็นคอขวดที่มองไม่เห็นที่สุดเพราะไม่มีใครบันทึกว่าเวลานั้นหมดไปกับอะไร
ถ้ายังไม่เต็มกำลัง ควรรับทุกงานไหม
โดยหลักการแล้วควรรับ ตราบใดที่ราคาสูงกว่าต้นทุนผันแปรของงานนั้น เพราะกำไรส่วนเกินที่ได้ไปช่วยแบกค่าใช้จ่ายคงที่ซึ่งเกิดขึ้นอยู่แล้ว การปฏิเสธงานที่ยังมีกำไรส่วนเกินในขณะที่กำลังการผลิตว่างคือการทิ้งเงินเปล่า ข้อยกเว้นคืองานที่สร้างต้นทุนแฝงระยะยาว เช่น ลูกค้าที่ใช้เวลาบริการมากผิดปกติ งานที่ทำให้ต้องซื้ออุปกรณ์เฉพาะ หรืองานที่ตั้งราคาต่ำจนกลายเป็นราคาอ้างอิงในการเจรจาครั้งถัดไป
จะปฏิเสธลูกค้าเก่าอย่างไรไม่ให้เสียความสัมพันธ์
อย่าปฏิเสธตรง ๆ แต่ให้เสนอเงื่อนไขที่ทำให้งานนั้นคุ้มพอจะรับ ทางเลือกที่ใช้ได้จริงมีสามแบบ คือราคาที่สะท้อนต้นทุนโอกาส กำหนดส่งที่ยาวขึ้น หรือขอบเขตที่แคบลงโดยรับเฉพาะส่วนที่คุณทำได้ดีที่สุด วิธีนี้ย้ายการตัดสินใจไปที่ลูกค้าและมักได้รับการยอมรับ เพราะงานจำนวนมากไม่ได้ด่วนหรือใหญ่อย่างที่ระบุไว้ตอนแรก ถ้ารับไม่ได้จริงให้แนะนำผู้ให้บริการรายอื่นอย่างจริงใจ ซึ่งสร้างความไว้ใจระยะยาวมากกว่าการฝืนรับแล้วทำได้ไม่ดี
ธุรกิจที่เลือกงานไม่ได้เติบโตช้ากว่าธุรกิจที่รับทุกงาน แต่มักเติบโตเร็วกว่า เพราะเวลาและกำลังคนชุดเดียวกันถูกใช้ไปกับงานที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ปริมาณงาน แต่คือส่วนผสมของงาน
บริการที่เกี่ยวข้อง
Workflow Audit ฟรี
หนึ่งชั่วโมงไล่ดู workflow จริงของธุรกิจคุณ แล้วบอกตรง ๆ ว่าควรทำอะไรก่อน
WhaleScope
ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope
รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล
อ่านต่อ

การแก้ปัญหาที่สร้างปัญหาใหม่ — คิดผลลัพธ์ชั้นที่สองก่อนลงมือ
ลดราคาแล้วลูกค้าเรียนรู้ที่จะรอโปร เร่งงานแล้วของเสียเพิ่ม จ้างคนเพิ่มแล้วงานประสานกินเวลาที่ได้มา — ทุกการตัดสินใจมีผลชั้นแรกที่ตั้งใจ และผลชั้นที่สองที่ไม่ได้เชิญ บทความนี้ให้เครื่องมือคิดสองชั้นแบบใช้ได้จริง และตัวอย่างผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดในธุรกิจไทย

การลอกแบบธุรกิจที่สำเร็จมักไม่ได้ผล — เพราะเราเห็นแต่คนที่รอด
เรื่องเล่าความสำเร็จทุกเรื่องมาจากคนที่รอด ในขณะที่ธุรกิจอีกจำนวนมากที่ทำวิธีเดียวกันแล้วไม่รอดไม่มีใครเล่าถึง บทความนี้อธิบายว่าทำไมการเรียนรู้จากความสำเร็จอย่างเดียวจึงพาไปผิดทาง และควรเรียนรู้อย่างไรให้ได้ข้อสรุปที่ใช้ได้จริง

คอขวดของงานออฟฟิศไม่ได้อยู่ที่คนช้า: วิธีหาจุดที่งานกองในธุรกิจที่ไม่มีสายพานให้มอง
ในโรงงาน คอขวดมองเห็นได้เพราะของกองอยู่หน้าเครื่อง แต่ในออฟฟิศ งานกองอยู่ในกล่องอีเมล ในแชท และในหัวของคนที่ยุ่งที่สุด ทำให้คอขวดล่องหน บทความนี้ให้สามวิธีหาคอขวดของงานที่มองไม่เห็น สัญญาณที่บอกว่าคุณเจอผิดตัว และเหตุผลที่การเพิ่มคนที่คอขวดมักไม่ใช่คำตอบแรก

อยากได้ตัวเลขต้องขอ แล้วรอสามวัน — วิธีเลิกเป็นคิวรอรายงาน
เมื่อทุกคำถามต้องผ่านคนคนเดียว คำถามที่ตอบช้ากว่าการตัดสินใจก็ไม่มีใครถามอีก บทความนี้อธิบายว่าคิวรายงานเกิดขึ้นได้อย่างไร คำขอสามประเภทที่ต้องแยก และกฎง่าย ๆ ที่ทำให้คิวสั้นลง
