เขาค้อ: ธุรกิจที่มีรายได้ห้าสิบคืนต่อปี — เลขคณิตของรีสอร์ตที่เต็มเฉพาะคืนวันเสาร์ฤดูหนาว และราคาที่ต้องต่างกันตามวันเพื่อให้อีกสามร้อยคืนไม่ขาดทุน

21 ตุลาคม 2569อ่าน 7 นาที
เขาค้อ: ธุรกิจที่มีรายได้ห้าสิบคืนต่อปี — เลขคณิตของรีสอร์ตที่เต็มเฉพาะคืนวันเสาร์ฤดูหนาว และราคาที่ต้องต่างกันตามวันเพื่อให้อีกสามร้อยคืนไม่ขาดทุน

รีสอร์ตบนเขาค้อจ่ายค่าเช่า เงินเดือน และค่างวดสามร้อยหกสิบห้าคืน แต่ขายได้จริงในคืนที่นับได้ด้วยนิ้วสองมือคูณสอง บทความว่าด้วยราคาคืนพีคที่ต้องคำนวณย้อนจากต้นทุนทั้งปี การจองซ้อนกับการไม่มาในคืนที่แพงที่สุด และเหตุผลที่ระบบจองของที่พักแบบนี้ต้องคิดราคาตามวันโดยอัตโนมัติ

เจ้าของรีสอร์ตสิบสองห้องบนเขาค้อรู้ว่าคืนวันเสาร์ในเดือนธันวาคมเต็มตั้งแต่เดือนตุลาคม รู้ว่าคืนวันอังคารในเดือนมิถุนายนอาจไม่มีแขกเลย และรู้ว่าค่าเช่าที่ดิน เงินเดือนพนักงานสี่คน ค่างวดรถ และค่าดูแลสวน มาถึงทุกเดือนเท่ากันไม่ว่าเดือนนั้นจะมีแขกกี่คืน สิ่งที่เขาไม่รู้ — เพราะไม่เคยมีใครคำนวณให้ — คือคืนวันเสาร์ฤดูหนาวแต่ละคืนต้องทำเงินเท่าไรถึงจะเลี้ยงคืนวันอังคารฤดูฝนได้ครบ และราคาที่เขาตั้งไว้ห่างจากตัวเลขนั้นแค่ไหน ราคาห้องของรีสอร์ตนี้มีสองระดับ — ธรรมดากับวันหยุด — ที่ตั้งไว้ตั้งแต่เปิดกิจการโดยดูจากรีสอร์ตข้าง ๆ และไม่เคยถูกคำนวณย้อนจากต้นทุนของตัวเองเลย ถ้านับคืนวันเสาร์และวันหยุดยาวในฤดูหนาวรวมกับช่วงปีใหม่ รีสอร์ตแบบนี้มีคืนที่ขายได้ราคาเต็มและเต็มทุกห้องราวห้าสิบคืนต่อปี — ตัวเลขประมาณการเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่สถิติ — และห้าสิบคืนนั้นคือคืนที่ตัดสินว่าปีนี้กำไรหรือขาดทุน ในขณะที่อีกสามร้อยกว่าคืนคือคืนที่ต้องไม่ทำให้ผลนั้นแย่ลง

เขาค้อในฐานะจุดหมาย และเหตุผลที่ฤดูของมันสั้นกว่าที่ดู

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดจุดชมวิวบนเขาค้อ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ — ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2566 — เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเพชรบูรณ์ และจังหวัดมีมะขามหวานเพชรบูรณ์เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่มีงานประจำปีของตัวเอง สำหรับที่พักบนเขาค้อ ภาพนั้นแปลเป็นความจริงทางธุรกิจที่แคบกว่า: แขกส่วนใหญ่มาเพื่ออากาศเย็นและทะเลหมอก ซึ่งมีเฉพาะฤดูหนาว และมาเป็นคู่หรือครอบครัวที่หยุดงานได้เฉพาะสุดสัปดาห์ ผลคือความต้องการไม่ได้กระจายตลอดฤดูหนาวสี่เดือน แต่กระจุกในคืนวันเสาร์ของฤดูหนาวกับวันหยุดยาว และหายไปเกือบหมดในคืนวันธรรมดาแม้ในเดือนธันวาคม รีสอร์ตที่มองว่าตัวเองมี 'ไฮซีซันสี่เดือน' จึงมองภาพผิดตั้งแต่ต้น — มันมีไฮซีซันประมาณห้าสิบคืนที่กระจายอยู่ในสี่เดือน และการวางแผนพนักงาน สต๊อกอาหารเช้า และราคา ต้องทำต่อคืน ไม่ใช่ต่อเดือน สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากที่พักในน่านหรือปาย คือระยะทางจากกรุงเทพที่สั้นพอสำหรับทริปสองวันหนึ่งคืน ซึ่งทำให้คืนวันเสาร์เข้มข้นยิ่งกว่า และคืนวันศุกร์กับอาทิตย์เป็นคืน 'ครึ่งราคา' ที่ต้องมีราคาของตัวเอง

เลขคณิตของห้าสิบคืน: ราคาคืนพีคที่คำนวณย้อนจากทั้งปี

ADRpeakmin=Fyear+Πtarget−CMoffNpeak×R×opeak+vADR_{peak}^{min} = \dfrac{F_{year} + \Pi_{target} - CM_{off}}{N_{peak} \times R \times o_{peak}} + v
ราคาห้องเฉลี่ยขั้นต่ำที่ต้องได้ในคืนพีค (ADR_peak^min) = ต้นทุนคงที่ทั้งปี (F_year — ค่าเช่า เงินเดือน ค่างวด ประกัน ค่าดูแล ระบบ) บวกกำไรที่เจ้าของต้องการเอาออก (Π_target) ลบกำไรส่วนเกินรวมที่คืนนอกฤดูทำได้ (CM_off — ผลรวมของ (ราคา − ต้นทุนผันแปรต่อห้อง) ของทุกห้องคืนที่ขายได้นอกพีค) หารด้วยจำนวนคืนพีค (N_peak — ราวห้าสิบสำหรับรีสอร์ตแบบนี้ ต้องนับจากปฏิทินจริงของตัวเอง) คูณจำนวนห้อง (R) คูณอัตราเข้าพักที่คาดในคืนพีค (o_peak — มักใกล้หนึ่ง) แล้วบวกต้นทุนผันแปรต่อห้องคืน (v — ทำความสะอาด ผ้า ไฟ อาหารเช้า สิ่งอำนวยความสะดวก) ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ: ต้นทุนคงที่ปีละ 1.8 ล้านบาท เป้ากำไร 600,000 บาท คืนนอกฤดูทำกำไรส่วนเกินรวมได้ 400,000 บาท สิบสองห้อง ห้าสิบคืนพีค เต็มทุกห้อง ต้นทุนผันแปร 300 บาทต่อห้องคืน → (1,800,000 + 600,000 − 400,000) / (50 × 12 × 1) + 300 = 3,333 + 300 ≈ 3,600 บาทต่อห้องคืนพีค รีสอร์ตที่ตั้งราคาคืนวันเสาร์ธันวาคมไว้ 2,500 บาทเพราะรีสอร์ตข้าง ๆ ตั้งเท่านั้น กำลังตั้งราคาที่ทำให้ปีนี้ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว — และไม่มีทางรู้จนกว่าจะคำนวณตัวเลขนี้จากต้นทุนของตัวเอง สูตรยังบอกอีกสองอย่าง: ทุกบาทของ CM_off ที่เพิ่มได้ในคืนนอกฤดูลด ADR_peak ที่ต้องได้ลง และการไม่มาหนึ่งห้องในคืนพีคเท่ากับเสีย ADR_peak ทั้งก้อน ไม่ใช่แค่กำไรของห้องนั้น

สิ่งที่ระบบจองต้องทำเองในธุรกิจห้าสิบคืน

  • ราคาตามวันอัตโนมัติ — ปฏิทินราคาที่รู้ว่าคืนไหนเป็นพีค ครึ่งพีค หรือนอกฤดู ตั้งครั้งเดียวต่อปีจากปฏิทินวันหยุดจริง แล้วทุกช่องทางดึงจากตารางเดียว
  • มัดจำและเงื่อนไขยกเลิกที่ต่างตามคืน — คืนพีคมัดจำเต็มและยกเลิกไม่คืนภายในช่วงที่ขายทดแทนไม่ทัน คืนนอกฤดูผ่อนปรน — ระบบบังคับเอง ไม่ต้องให้พนักงานอธิบายหน้าเคาน์เตอร์
  • ปฏิทินเดียวที่ไม่จองซ้ำ — ไลน์ เฟซบุ๊ก โทรศัพท์ OTA และหน้าเว็บ ดึงจากตารางห้องเดียว เพราะการจองซ้อนคืนวันเสาร์ธันวาคมคือความเสียหายที่แพงกว่าราคาระบบทั้งระบบ
  • การจองตรงที่ไม่เสียค่าคอมมิชชัน — ในคืนที่เต็มอยู่แล้ว ทุกห้องที่จองผ่าน OTA คือค่าคอมมิชชันที่จ่ายเพื่อได้แขกที่จะมาอยู่ดี หน้าจองตรงจึงคุ้มที่สุดในคืนที่แพงที่สุด
  • แดชบอร์ดที่เทียบคืนเดียวกันของปีก่อน — คืนวันเสาร์ที่สามของธันวาคมเทียบกับคืนเดียวกันปีที่แล้ว ไม่ใช่ธันวาคมเทียบพฤศจิกายน และรายงานว่า CM_off สะสมของปีนี้ถึงไหนแล้วเทียบกับที่สูตรต้องการ

สามร้อยคืนที่เหลือ: กฎที่ต่างออกไป และกับดักที่ต้องไม่ตก

ในคืนนอกฤดู กฎเปลี่ยน: ห้องที่ว่างคืนนี้ขายพรุ่งนี้ไม่ได้ ราคาใดที่สูงกว่าต้นทุนผันแปรต่อห้อง (v) จึงเป็นกำไรส่วนเกินที่ไม่มีก็ได้แต่มีแล้วดีกว่า และทุกบาทของมันลดภาระของคืนพีคตามสูตร รีสอร์ตจึงควรขายคืนนอกฤดูในราคาที่ต่ำกว่าคืนพีคมาก — แพ็กเกจกลางสัปดาห์ ราคาสำหรับกลุ่มอบรม ที่พักระยะยาวสำหรับคนทำงานทางไกล — โดยมีเงื่อนไขเดียวที่ห้ามละเมิด: ราคานอกฤดูต้องไม่ต่ำจนลูกค้าคืนพีคเรียนรู้ว่ารอแล้วถูกกว่า และต้องไม่ถูกเผยแพร่ในช่องทางเดียวกับที่ลูกค้าคืนพีคดู กับดักที่สองคือการเอาคืนนอกฤดูมาเป็นเหตุผลลดราคาคืนพีค — 'ปีนี้โลว์ซีซันแย่ ขอลดราคาวันเสาร์ธันวาคมให้เต็มเร็ว ๆ' — ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดเกือบทุกครั้ง เพราะคืนพีคเต็มอยู่แล้วที่ราคาเดิม การลดคือการให้ส่วนลดฟรีแก่แขกที่จะมาอยู่ดี และทำให้ ADR_peak ที่สูตรต้องการยิ่งไกลออกไป บทความเรื่องโลว์ซีซันคือฤดูก่อสร้างที่ลิงก์ท้ายเรื่อง อธิบายว่าสามร้อยคืนนี้ควรถูกใช้ทำอะไรนอกจากขาย — ซ่อม สร้าง เทรน และวางระบบให้พร้อมก่อนห้าสิบคืนถัดไปมาถึง

คำถามที่พบบ่อย

แคมป์หรือลานกางเต็นท์บนเขาค้อที่ราคาถูกกว่ารีสอร์ตมาก ใช้เลขคณิตเดียวกันไหม

ใช้เหมือนกันทุกประการ แค่ตัวเลขเล็กลง แคมป์มีต้นทุนคงที่ต่ำกว่า (ค่าเช่าที่ ห้องน้ำ คนดูแล) แต่มีคืนพีคเท่ากันและมีความผันผวนของสภาพอากาศเพิ่มเข้ามา ซึ่งทำให้การไม่มาตามจองสูงกว่ารีสอร์ต มัดจำที่ระบบบังคับจึงสำคัญกว่าด้วยซ้ำ และแคมป์ที่มีจุดกางเต็นท์เป็นร้อยจุดต้องการปฏิทินที่ไม่จองซ้ำยิ่งกว่ารีสอร์ตสิบสองห้อง เพราะการจัดการหน้างานในคืนที่เต็มทำด้วยสมุดไม่ทัน

ลูกค้าจะยอมรับราคาที่ต่างกันมากระหว่างวันเสาร์กับวันอังคารไหม

ลูกค้ายอมรับอยู่แล้วในทุกธุรกิจที่ราคาตามวันเป็นเรื่องปกติ — ตั๋วเครื่องบิน โรงแรมในเมือง คอนเสิร์ต — สิ่งที่ลูกค้าไม่ยอมรับคือความไม่ชัดเจน: ราคาที่เปลี่ยนโดยไม่มีเหตุผลที่มองเห็น หรือราคาที่ต่างกันระหว่างช่องทางในคืนเดียวกัน ระบบที่แสดงปฏิทินราคาชัดเจนล่วงหน้าและให้ทุกช่องทางแสดงราคาเดียวกันในคืนเดียวกัน ทำให้ส่วนต่างสามเท่าระหว่างวันเสาร์กับวันอังคารเป็นเรื่องที่ไม่มีใครถาม

ทีมภาคเหนือได้เปรียบทีมกรุงเทพตรงไหน ในเมื่อเพชรบูรณ์ใกล้กรุงเทพกว่า

ไม่ได้เปรียบเรื่องระยะทาง และควรพูดตรง ๆ ข้อได้เปรียบคือประสบการณ์กับธุรกิจฤดูสั้นแบบเดียวกันที่ทำให้ที่พักในน่านและแม่ฮ่องสอนมาแล้ว — ราคาตามวัน มัดจำตามคืน ปฏิทินเดียว และแดชบอร์ดเทียบคืนเดียวกันของปีก่อน — บวกราคาระดับภูมิภาคที่ต่ำกว่า และวิธีทำงานรีโมตที่ออกแบบสำหรับลูกค้าไกลตั้งแต่ต้น ซึ่งงานระบบจองเกือบทั้งหมดทำผ่านรีโมตอยู่แล้วไม่ว่าทีมจะอยู่เมืองไหน รอบเข้าไซต์ที่ต้องมีจริงจัดผ่านพิษณุโลก–หล่มสัก

🧮 ลองคำนวณด้วยตัวเอง

คำนวณราคาห้องขั้นต่ำในคืนพีคของที่พักฤดูสั้น

รีสอร์ตที่เต็มเฉพาะคืนวันเสาร์ฤดูหนาว ต้องตั้งราคาคืนพีคเท่าไรถึงจะเลี้ยงต้นทุนทั้งปี — คำนวณย้อนจากต้นทุนของตัวเอง ไม่ใช่จากป้ายของรีสอร์ตข้าง ๆ

ADRpeak=F+Π−CMoffN×R×o+vADR_{peak} = \dfrac{F + \Pi - CM_{off}}{N \times R \times o} + v

ราคาห้องขั้นต่ำต่อคืนพีค

3,633 บาท

คืนพีคต้องได้อย่างน้อยราว 3,633 บาทต่อห้อง — ถ้าราคาปัจจุบันต่ำกว่านี้ ปีนี้ขาดทุนโดยที่ยังไม่รู้ตัว และทุกบาทของกำไรส่วนเกินที่เพิ่มได้ในคืนนอกฤดูจะลดตัวเลขนี้ลง

เปิดเครื่องมือเต็มหน้า →
เขาค้อเพชรบูรณ์รีสอร์ตราคาตามวันท่องเที่ยวฤดูหนาว

บริการที่เกี่ยวข้อง

ระบบสำหรับโรงแรมและที่พัก

จองตรงไม่เสียค่าคอมมิชชัน OTA อัตราเข้าพัก และรายได้ต่อห้องที่เห็นทุกสัปดาห์

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของธุรกิจโรงแรมและที่พัก บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ อัตราคงอยู่ และการกระจายรายจังหวัดของหมวดโรงแรมและรีสอร์ท — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

ธุรกิจท่องเที่ยวน่าน: เมืองที่ฤดูกาลสั้น แต่ค่าเช่าและเงินเดือนมาทั้งปี

น่านมีไฮซีซันจริงราวสี่เดือน แต่ที่พัก คาเฟ่ และทัวร์ต้องแบกต้นทุนสิบสองเดือน คณิตศาสตร์แบบนี้ทำให้ทุกการรั่วในช่วงพีคแพงกว่าที่อื่นสามเท่า บทความนี้ไล่ว่าเงินของฤดูกาลสั้นหายไปตรงไหน และระบบไหนที่เปลี่ยนสี่เดือนให้เลี้ยงทั้งปีได้จริง

ระบบสำหรับรีสอร์ทและวิลล่า — บริหารที่พักกระจายตัว แม่บ้าน และการจองตรงให้ลงตัว

รีสอร์ทและวิลล่าให้เช่ามีโจทย์ต่างจากโรงแรมในตึกเดียว ทั้งห้องพักที่กระจายตัว แม่บ้านที่ต้องเดินไกล การดูแลสระและสวน และการพึ่งการจองตรงมากกว่า บทความนี้อธิบายระบบที่ทำให้ที่พักแบบกระจายตัวบริหารได้ด้วยทีมเล็กโดยไม่เสียมาตรฐาน

Occupancy, ADR และ RevPAR: สามตัวเลขที่บอกว่าโรงแรมของคุณทำได้ดีจริงหรือแค่ห้องเต็ม

โรงแรมที่ห้องเต็มทุกคืนอาจทำเงินได้แย่กว่าโรงแรมที่ห้องเต็มครึ่งเดียว ถ้าเต็มด้วยราคาถูกเกินไป สามตัวเลขที่บอกความจริงคือ อัตราเข้าพัก ราคาเฉลี่ยต่อห้อง และรายได้ต่อห้องที่มีทั้งหมด เข้าใจสามตัวนี้แล้วจะบริหารโรงแรมด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก

โลว์ซีซันไม่ใช่ฤดูรอ มันคือฤดูก่อสร้าง: ทุกอย่างที่ทำให้ไฮซีซันรอด สร้างได้ในฤดูเดียวที่ไม่มีไฮซีซันให้เสิร์ฟ

ธุรกิจฤดูกาลภาคเหนือส่วนใหญ่ใช้โลว์ซีซันแบบเดียวกัน: ลดต้นทุน หายใจ แล้วรอ — แต่ลองไล่ดูปัญหาทุกข้อที่โผล่กลางไฮซีซัน: คิวที่จัดการไม่เป็นระบบ พนักงานใหม่ที่ไม่มีเวลาสอน สต๊อกที่ตัวเลขไม่ตรง ระบบที่อยากเปลี่ยนแต่ไม่กล้าแตะ — ทุกข้อแก้ไม่ได้กลางฤดูขาย และแก้ได้เฉพาะในเดือนเงียบที่ธุรกิจเป็นเจ้าของเวลาตัวเอง บทความนี้ว่าด้วยการอ่านโลว์ซีซันใหม่: ปีของธุรกิจฤดูกาลมีสองงานเสมอ — ฤดูหนึ่งหาเงิน อีกฤดูสร้างเครื่องหาเงิน และเพดานของไฮซีซันหน้า ถูกเทคอนกรีตไว้ตั้งแต่โลว์ซีซันนี้