ภาษีขายของออนไลน์ ฉบับเลิกกลัว: ยื่นแบบไหน หักเหมา 60% คืออะไร เส้น VAT 1.8 ล้านอยู่ตรงไหน และสรรพากรเห็นอะไรแล้วบ้าง

ขายของออนไลน์มีรายได้ก็มีหน้าที่ภาษีตั้งแต่บาทแรก แต่ความกลัวส่วนใหญ่มาจากการไม่รู้กลไก บทความนี้เดินผ่านทั้งเส้นทาง ภ.ง.ด.94 กับ 90 การเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมากับตามจริงพร้อมตัวอย่างคำนวณ เส้นจด VAT 1.8 ล้าน และข้อมูลที่แพลตฟอร์มกับธนาคารส่งให้สรรพากรอยู่แล้ววันนี้
คำถามภาษีของคนขายของออนไลน์มักมาในสองอารมณ์ อารมณ์แรกคือเพิ่งเริ่มขาย ยอดยังน้อย ต้องยื่นไหม อารมณ์ที่สองคือยอดโตแล้วและเริ่มได้ยินคำว่าตรวจย้อนหลัง ทั้งสองอารมณ์มีรากเดียวกันคือไม่รู้กลไก ซึ่งจริง ๆ แล้วเข้าใจได้ในบทความเดียว หลักการตั้งต้นมีข้อเดียว: รายได้จากการขายของออนไลน์เป็นเงินได้พึงประเมินตามกฎหมาย มีหน้าที่นำไปรวมยื่นตั้งแต่บาทแรก ส่วนจะต้องเสียภาษีหรือไม่ เสียเท่าไร ขึ้นกับการคำนวณหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ซึ่งสำหรับคนขายส่วนใหญ่ ตัวเลขจริงเบากว่าที่จินตนาการไว้มาก บทความนี้เป็นแผนที่ภาพรวมสำหรับผู้ขายบุคคลธรรมดา ตัวเลขอิงเกณฑ์ที่ใช้กันอยู่ ณ วันที่เขียน กรณีเฉพาะของแต่ละคนควรยืนยันกับนักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่อีกครั้ง
ยื่นอะไร เมื่อไหร่: ภ.ง.ด.94 กลางปี และ ภ.ง.ด.90 สิ้นปี
รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ซึ่งมีจุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือมันต้องยื่นปีละสองครั้ง ครั้งแรกคือ ภ.ง.ด.94 สรุปรายได้ครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน) ยื่นช่วงกรกฎาคม-กันยายน และครั้งที่สองคือ ภ.ง.ด.90 สรุปทั้งปี ยื่นช่วงมกราคม-มีนาคมของปีถัดไป โดยภาษีที่จ่ายไปตอนกลางปีนำมาเครดิตหักออกจากยอดสิ้นปีได้ ไม่ใช่จ่ายซ้ำสอง อัตราภาษีเป็นขั้นบันได 5-35% และเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น หัวใจของการคำนวณอยู่ที่คำว่าเงินได้สุทธิ ซึ่งเปิดโอกาสให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายได้สองแบบ: หักแบบเหมา 60% ของรายได้สำหรับการขายสินค้าที่ซื้อมาขายไป โดยไม่ต้องมีเอกสารต้นทุนใด ๆ หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งต้องมีหลักฐานครบแต่คุ้มเมื่อต้นทุนจริงสูงกว่า 60%
ดูตัวเลขจริงหนึ่งชุดแล้วความกลัวจะเปลี่ยนเป็นเลขคณิต สมมติแม่ค้ายอดขายทั้งปี 1,200,000 บาท เลือกหักเหมา 60% เท่ากับหักค่าใช้จ่าย 720,000 เหลือ 480,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เหลือเงินได้สุทธิ 420,000 บาท ภาษีขั้นบันไดคือ 150,000 แรกยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 เสีย 5% เท่ากับ 7,500 และช่วง 300,001-420,000 เสีย 10% เท่ากับ 12,000 รวมภาษีทั้งปี 19,500 บาท หรือประมาณ 1.6% ของยอดขายเท่านั้น ทีนี้ลองสมมติว่าธุรกิจนี้มาร์จิ้นบางมาก ต้นทุนจริงรวมค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าส่ง ค่าโฆษณา คิดเป็น 85% ของยอดขาย การเลือกหักตามจริง (โดยมีเอกสารครบ) จะเหลือกำไร 180,000 หักลดหย่อน 60,000 เหลือสุทธิ 120,000 ซึ่งต่ำกว่าเส้นยกเว้น 150,000 — ภาษีเป็นศูนย์ ข้อสรุปเชิงกลยุทธ์คือ ทางเลือกที่ถูกต้องขึ้นกับมาร์จิ้นจริงของคุณ และคนที่ไม่มีระบบบันทึกต้นทุนต่อออเดอร์จะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองควรเลือกทางไหน
เส้น 1.8 ล้านบาท: จุดที่ VAT กลายเป็นภาคบังคับ
กติกาข้อที่สองที่คนขายต้องเฝ้าคือภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อรายได้จากการขายเกิน 1,800,000 บาทในปีใดก็ตาม กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดเกิน จากนั้นต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ออกใบกำกับภาษี ยื่น ภ.พ.30 รายเดือน โดยได้สิทธิ์นำภาษีซื้อจากต้นทุนมาหักออก จุดที่เจ็บที่สุดของเส้นนี้คือคนส่วนใหญ่ข้ามมันโดยไม่รู้ตัว เพราะขายอยู่สามช่องทาง มาร์เก็ตเพลสสองเจ้ากับไลฟ์สดอีกหนึ่ง ยอดแต่ละช่องดูไม่ถึง แต่ยอดรวมทะลุไปตั้งแต่ไตรมาสสาม การจดช้ามีทั้งเบี้ยปรับและภาษีย้อนหลังที่ต้องควักจ่ายเองเพราะเรียกเก็บจากลูกค้าย้อนหลังไม่ได้ ธุรกิจที่ยอดเข้าใกล้เส้นนี้จึงต้องมีรายงานยอดขายรวมทุกช่องทางที่อัปเดตตลอด ไม่ใช่มานั่งรวมมือตอนสิ้นปี และเมื่อยอดยืนเหนือเส้นนี้ถาวร ก็เป็นจังหวะที่ควรคุยกับนักบัญชีเรื่องแปลงเป็นนิติบุคคล ซึ่งเสียภาษีจากกำไรจริงและวางแผนได้เป็นระบบกว่า
สรรพากรเห็นอะไรแล้วบ้างวันนี้
ยุคที่รายได้ออนไลน์เป็นเงาที่มองไม่เห็นจบไปแล้วด้วยกฎสองชุด ชุดแรกคือกฎหมาย e-Payment ที่กำหนดให้ธนาคารรายงานบัญชีที่มีเงินเข้าตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือเงินเข้าตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมถึง 2 ล้านบาทต่อปี ให้สรรพากรโดยอัตโนมัติ ชุดที่สองใหม่กว่าและตรงตัวกว่า: แพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่มีหน้าที่ส่งข้อมูลรายได้ของผู้ขายบนแพลตฟอร์มให้สรรพากรเป็นรายปี พูดง่าย ๆ คือยอดขายบนมาร์เก็ตเพลสของคุณอยู่ในมือสรรพากรแล้วในรูปแบบข้อมูลที่เทียบกับแบบที่คุณยื่นได้ทันที ความหมายเชิงปฏิบัติไม่ใช่ให้ตื่นตระหนก แต่คือการเปลี่ยนกลยุทธ์: การทำสองบัญชีหรือกระจายบัญชีรับเงินไม่ใช่การวางแผนภาษี มันคือระเบิดเวลาที่ดอกเบี้ยเดินอยู่ การวางแผนที่แท้จริงคือการมีตัวเลขรายได้และต้นทุนที่ครบ ถูก และตรงกับที่ระบบของรัฐเห็น แล้วใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามกฎหมาย
- แยกบัญชีธนาคารของร้านออกจากบัญชีส่วนตัว ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่ายอดจะเล็กแค่ไหน
- บันทึกต้นทุนต่อออเดอร์ให้ครบ: ค่าสินค้า ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าส่ง ค่าโฆษณา เพื่อให้เทียบหักเหมากับหักจริงได้ทุกปี
- เก็บใบเสร็จและเอกสารซื้อทั้งหมดอย่างน้อย 5 ปี ในที่ที่ค้นเจอจริง
- ดูยอดขายรวมทุกช่องทางแบบสะสมทั้งปีทุกเดือน เทียบกับเส้น 1.8 ล้านก่อนที่มันจะเทียบคุณ
- ยื่นให้ครบทั้ง ภ.ง.ด.94 และ 90 แม้ปีที่คำนวณแล้วภาษีเป็นศูนย์ เพราะประวัติการยื่นคือเกราะที่ดีที่สุดเวลาถูกถาม
บริการที่เกี่ยวข้อง
ระบบสต๊อกสินค้าและคลังสินค้า
ทุกช่องทางเห็นสต๊อกชุดเดียวกัน ตัวเลขตรงกับของจริง เงินไม่จมกับของค้าง
WhaleScope
ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope
รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล
อ่านต่อ

ออกบิลผิด ห้ามกดลบ: ใบลดหนี้-ใบเพิ่มหนี้คืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และระบบขายที่ดีต้องบันทึกอะไรบ้าง
สัญชาตญาณแรกตอนออกบิลผิดคือลบทิ้งแล้วออกใหม่ แต่ในโลกของใบกำกับภาษี เอกสารที่ออกแล้วต้องแก้ด้วยเอกสาร ไม่ใช่ปุ่มลบ บทความนี้อธิบายว่าใบลดหนี้กับใบเพิ่มหนี้ใช้ในกรณีไหน ต้องอ้างอิงอะไร กระทบภาษีขายเดือนไหน พร้อมตัวอย่างตัวเลข และเหตุผลที่รายงานใบลดหนี้รายเดือนคือเซนเซอร์คุณภาพของทั้งธุรกิจ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% สำหรับ SME ใครต้องจดทะเบียน และต้องทำอะไรบ้าง
เข้าใจ VAT 7% แบบง่าย ใครต้องจด เมื่อไรต้องจด และต้องออกเอกสารอะไร พร้อมตัวอย่างร้านจริง

พนักงานเงินเดือนหนึ่งหมื่นแปด ต้นทุนจริงชั่วโมงละเท่าไร: ตัวเลขที่ใบเสนอราคาและการตัดสินใจจ้างคนใช้ผิดกันมาตลอด
เจ้าของส่วนใหญ่คิดค่าแรงพนักงานด้วยเงินเดือนหารด้วยชั่วโมงทำงานตามกฎหมาย ได้ตัวเลขที่ต่ำกว่าความจริงราวครึ่งหนึ่ง เพราะลืมประกันสังคม โบนัส วันหยุด วันลา เวลาที่ไม่ได้ทำงานให้ลูกค้า และเวลาที่ต้องมีคนคุม บทความว่าด้วยสูตรต้นทุนต่อชั่วโมงที่ทำงานจริง และสามการตัดสินใจที่เปลี่ยนเมื่อตัวเลขนี้ถูก

จ้างสำนักงานบัญชีต่อ หรือจ้างนักบัญชีเข้ามาเอง: จุดตัดไม่ได้อยู่ที่ค่าธรรมเนียม แต่อยู่ที่ว่าคุณต้องการตัวเลขเร็วแค่ไหน
สำนักงานบัญชีให้สิ่งที่ถูกต้องสี่สิบห้าวันหลังเดือนจบ นักบัญชีในบริษัทให้สิ่งที่ใกล้เคียงทุกสัปดาห์ — และธุรกิจที่ตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยการเทียบค่าธรรมเนียมกับเงินเดือน กำลังเทียบราคาของสองสินค้าคนละอย่าง บทความว่าด้วยความล่าช้าของตัวเลขในฐานะต้นทุน สามสัญญาณของจุดเปลี่ยน และทางที่สามที่ธุรกิจส่วนใหญ่ควรเลือกก่อน
