ลดราคา 10% ต้องขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน: สูตรเดียวที่ควรคิดก่อนติดป้ายเซลล์ทุกครั้ง

22 สิงหาคม 2569อ่าน 8 นาที
ลดราคา 10% ต้องขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงเท่าทุน: สูตรเดียวที่ควรคิดก่อนติดป้ายเซลล์ทุกครั้ง

โปรโมชั่นคือเครื่องมือการเงินที่ถูกใช้ด้วยความรู้สึกมากที่สุดในธุรกิจ บทความนี้ให้สูตรปริมาณขายชดเชยที่คำนวณได้ในสิบวินาที ตารางตัวเลขที่ทำให้เห็นว่าธุรกิจมาร์จิ้นบางไม่มีสิทธิ์ลดราคาเล่น ๆ ด้านกลับของสมการที่ทำให้กล้าขึ้นราคา และรายการเหตุผลที่โปรยังคุ้มแม้ตัวเลขดูโหด — ถ้าวัดผลจริงหลังจบ

การตัดสินใจจัดโปรในธุรกิจส่วนใหญ่เกิดแบบนี้: ยอดเดือนนี้เงียบ คู่แข่งเพิ่งติดป้ายลด ทีมขายบอกลูกค้าถามหาส่วนลด แล้วป้ายลดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ถูกติดขึ้นโดยไม่มีใครกดเครื่องคิดเลขแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่ส่วนลดคือการตัดสินใจทางการเงินที่แรงที่สุดอย่างหนึ่งของธุรกิจ เพราะมันไม่ได้ตัดจากราคาขาย มันตัดจากกำไรขั้นต้นล้วน ๆ เราเคยอธิบายไว้แล้วว่ากำไรขั้นต้น (gross margin) คืออะไรและทำไมมันคือเส้นเลือดของธุรกิจ บทความนี้คือภาคปฏิบัติที่ต่อยอดจากตรงนั้น: สูตรสั้น ๆ หนึ่งบรรทัดที่ตอบคำถามซึ่งควรถูกถามก่อนทุกแคมเปญ — ถ้าลดราคาเท่านี้ ต้องขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ กำไรเป็นบาทถึงจะเท่าเดิม

Required volume lift=dm−d\text{Required volume lift} = \dfrac{d}{m - d}
d คือส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย และ m คืออัตรากำไรขั้นต้นเดิม ผลลัพธ์คือเปอร์เซ็นต์ยอดขายเชิงปริมาณที่ต้องเพิ่มขึ้น เพื่อให้กำไรขั้นต้นรวมเป็นเงินบาทเท่ากับตอนไม่ลด เช่น มาร์จิ้น 30% ลด 10%: 10/(30−10) = 50% — ต้องขายเพิ่มครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิมแค่เพื่อเท่าทุนกับการไม่จัดโปรเลย

กางตารางแล้วภาพจะชัดทันทีว่าทำไมสูตรนี้เปลี่ยนพฤติกรรมคน ที่มาร์จิ้น 30% การลด 5% ต้องขายเพิ่ม 20% ลด 10% ต้องเพิ่ม 50% ลด 15% ต้องเพิ่มเท่าตัว และลด 20% ต้องขายเพิ่มสามเท่าตัวจากเดิม ส่วนธุรกิจที่มาร์จิ้น 50% ตัวเลขใจดีกว่ามาก ลด 10% ต้องการยอดเพิ่มแค่ 25% บทเรียนแรกจึงชัด: ป้ายลดใบเดียวกัน แพงไม่เท่ากันในแต่ละธุรกิจ ธุรกิจมาร์จิ้นบางอย่างค้าส่งหรือของชำแทบไม่มีสิทธิ์ใช้ส่วนลดลึกเป็นเครื่องมือเลย ในขณะที่ธุรกิจมาร์จิ้นหนาพอมีพื้นที่เล่น บทเรียนที่สองอยู่ด้านกลับของสมการซึ่งแทบไม่มีใครมอง: การขึ้นราคา 10% ที่มาร์จิ้น 30% ยอมให้ปริมาณขายหายไปได้ถึงหนึ่งในสี่โดยกำไรเป็นบาทยังเท่าเดิม (สูตรฝั่งนี้คือ d/(m+d)) ความไม่สมมาตรนี้อธิบายว่าทำไมที่ปรึกษาราคาถึงพูดตรงกันว่า สำหรับ SME ส่วนใหญ่ การขึ้นราคาอย่างมีเหตุผลเสี่ยงน้อยกว่าการลดราคาอย่างมีความหวังเสมอ

เมื่อไหร่โปรถึงคุ้ม แม้ตัวเลขจะโหด

สูตรนี้ไม่ได้แปลว่าห้ามจัดโปรตลอดกาล มันแปลว่าทุกโปรต้องมีสมมติฐานที่เกินเส้นเท่าทุน และสมมติฐานนั้นต้องถูกวัดหลังจบ เหตุผลที่ทำให้โปรคุ้มแม้ยอดชดเชยไม่ถึงมีอยู่จริงสามแบบ แบบแรกคือการล้างของค้าง ที่ทางเลือกจริงไม่ใช่ขายเต็มราคา แต่คือไม่ได้ขายเลยบวกค่าเก็บ ซึ่งเราเขียนเรื่อง dead stock ไว้แล้วว่าต้องเทียบกับศูนย์ ไม่ใช่เทียบกับทุน แบบที่สองคือการซื้อลูกค้าใหม่ที่จะกลับมาซื้อซ้ำ — โปรหน้าบ้านขาดทุนได้ถ้ามูลค่าตลอดอายุของลูกค้าที่ได้มาคุ้ม แต่คำว่าถ้าต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลซื้อซ้ำจริง ไม่ใช่ความเชื่อ และแบบที่สามคือสินค้าตัวล่อที่ดึงคนเข้ามาแล้วพ่วงตะกร้าด้วยของมาร์จิ้นเต็ม ซึ่งวัดได้จากยอดต่อบิลของลูกค้าที่มากับโปรเทียบกับปกติ สังเกตว่าทั้งสามแบบมีจุดร่วมเดียวกัน: ความคุ้มไม่ได้อยู่ในยอดขายช่วงโปร แต่อยู่ในตัวเลขอื่นที่ต้องตามวัดต่อ — ของค้างที่ระบายออก อัตราซื้อซ้ำในเก้าสิบวัน หรือขนาดตะกร้าเฉลี่ย ธุรกิจที่ไม่วัดสามตัวนี้จะสรุปทุกโปรว่าสำเร็จ เพราะยอดช่วงโปรสูงกว่าปกติเสมออยู่แล้วโดยนิยาม

กติกาสามข้อก่อนป้ายลดใบต่อไป

  • รู้มาร์จิ้นจริงของสินค้าที่จะลดก่อนกำหนดเปอร์เซ็นต์ — สูตรใช้ไม่ได้ถ้า m เป็นตัวเลขที่เดาเอา และมาร์จิ้นต่อ SKU ต้องมาจากระบบ ไม่ใช่จากความจำ
  • เขียนสมมติฐานเป็นตัวเลขก่อนเริ่ม: โปรนี้ต้องขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ หรือระบายของค้างกี่ชิ้น หรือได้ลูกค้าใหม่กี่ราย — ถ้าเขียนไม่ได้ แปลว่ายังไม่พร้อมลด
  • เทียบผลจริงกับสมมติฐานหลังจบทุกครั้ง รวมยอดหลังโปรด้วย เพราะยอดที่หายไปสองสัปดาห์หลังโปร (ลูกค้าซื้อตุนล่วงหน้า) คือต้นทุนของโปรที่มองไม่เห็นในสัปดาห์จัด

🧮 ลองคำนวณด้วยตัวเอง

ลดราคาแล้วต้องขายเพิ่มกี่ %

ก่อนติดป้ายเซลล์ทุกครั้ง เช็คก่อนว่าส่วนลดนี้ต้องขายเพิ่มเท่าไหร่ กำไรถึงจะเท่าเดิม

Lift=dm−d×100%\text{Lift} = \dfrac{d}{m - d} \times 100\%

ต้องขายเพิ่มขึ้น

50%

ต้องขายเชิงปริมาณเพิ่มขึ้นราว 50% แค่เพื่อให้กำไรเป็นบาทเท่ากับตอนไม่ลดราคา — ถ้าคาดว่ายอดเพิ่มไม่ถึงเลขนี้ โปรนี้คือการแจกกำไร

เปิดเครื่องมือเต็มหน้า →
ลดราคาโปรโมชั่นกำไรขั้นต้นการตั้งราคา

บริการที่เกี่ยวข้อง

SME Dashboard สำหรับเจ้าของธุรกิจ

เชื่อม POS, Excel, Sheets และ ERP ให้เห็นยอดขาย สต็อก และกำไรเรียลไทม์

WhaleScope

ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope

รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล

อ่านต่อ

ต้นทุนขึ้นทีละนิด ราคาขายเท่าเดิม กำไรหายทั้งก้อน: วิธีจับสินค้าที่มาร์จิ้นรั่วเงียบ ๆ ก่อนที่งบสิ้นปีจะบอก

ไม่มีซัพพลายเออร์รายไหนขึ้นราคาสามสิบเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว — พวกเขาขึ้นสามเปอร์เซ็นต์สิบครั้ง และร้านที่ตั้งราคาขายไว้เมื่อสองปีก่อนจะพบว่ากำไรขั้นต้นของสินค้าหลักหายไปครึ่งหนึ่งโดยไม่มีวันไหนที่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยน บทความว่าด้วยการวัดระยะห่างระหว่างต้นทุนล่าสุดกับราคาขายต่อสินค้า และรายงานหน้าเดียวที่ควรดูทุกเดือน

ของที่ขายไม่ออก ควรลดราคาเมื่อไรและลดเท่าไร

การรอให้ของขายได้ในราคาเต็มมีต้นทุนทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป บทความนี้เทียบต้นทุนของการถือของไว้กับส่วนลดที่ต้องให้ และเสนอจังหวะลดราคาที่ทำให้เงินกลับมาเร็วโดยไม่ทำลายราคาปกติ

จัดโปรแล้วยอดขึ้น แต่กำไรไม่ขึ้น: วิธีวัดว่าโปรโมชั่นสร้างยอดเพิ่มจริง หรือแค่เอายอดที่ต้องได้อยู่แล้วมาลดราคา

สัปดาห์โปรยอดขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ทุกคนดีใจ สิ้นเดือนยอดรวมเท่าเดิมและกำไรลดลง เพราะโปรโมชั่นรั่วสามทาง: ลดราคาให้คนที่จะซื้ออยู่แล้ว ดึงยอดของสัปดาห์หน้ามาสัปดาห์นี้ และกินยอดสินค้าข้างเคียง — บทความนี้ให้วิธีวัดหลังจบโปรที่ต้องการแค่ยอดขายรายสัปดาห์ของตัวเอง

กฎราคา ส่วนลดซ้อน และโปรโมชั่น — ส่วนที่ซับซ้อนที่สุดของระบบขาย ที่แทบไม่มีใครออกแบบก่อนเริ่ม

ราคาหนึ่งสินค้าไม่เคยมีค่าเดียว มีราคาหน้าร้าน ราคาส่ง ราคาสมาชิก โปรตามฤดู และส่วนลดพนักงานที่กดให้ลูกค้าประจำ บทความนี้อธิบายการออกแบบกฎราคาให้ตอบได้เสมอว่าบิลนี้ทำไมราคานี้ และกำไรรั่วไปกับส่วนลดตรงไหน