จ่ายค่าไลเซนส์ BI ทุกเดือน แต่คนที่ควรเห็นตัวเลขกลับไม่มีสิทธิ์

เครื่องมือ BI คิดเงินตามจำนวนผู้ใช้ ธุรกิจจึงมักจำกัดสิทธิ์ไว้ที่ทีมวิเคราะห์ แล้วหัวหน้าสาขาที่ต้องตัดสินใจจริงก็ไม่ได้เห็นอะไร บทความนี้สอนวิธีคิดต้นทุนต่อผู้ใช้และแบ่งคนดูออกเป็นสามระดับ
รูปแบบที่พบบ่อยในองค์กรที่ซื้อเครื่องมือ BI มาใช้คือ ทีมวิเคราะห์สามสี่คนมีสิทธิ์เข้าถึงเต็มรูปแบบ ส่วนหัวหน้าสาขายี่สิบกว่าคนที่ต้องตัดสินใจเรื่องสต๊อกและกำลังคนทุกวันกลับไม่มีสิทธิ์ เพราะการเพิ่มสิทธิ์ให้ทุกคนหมายถึงค่าใช้จ่ายรายเดือนที่โตขึ้นหลายเท่า ผลที่ตามมาคือคนที่ตัดสินใจไม่ได้เห็นข้อมูล ส่วนคนที่เห็นข้อมูลไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ
ต้นทุนที่โตตามจำนวนคน ไม่ใช่ตามมูลค่า
ปัญหาเชิงโครงสร้างของการคิดเงินแบบรายหัวไม่ได้อยู่ที่ราคาสูงหรือต่ำ แต่อยู่ที่ทิศทางที่มันโต ยิ่งข้อมูลมีประโยชน์มากขึ้นและมีคนอยากใช้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงขึ้น องค์กรจึงถูกผลักให้จำกัดจำนวนคนที่เห็นข้อมูล ซึ่งขัดกับเป้าหมายทั้งหมดของการลงทุนตั้งแต่แรก
สิ่งที่สูตรนี้เผยให้เห็นคือ N ของกลุ่มผู้ดูเป็นตัวขับต้นทุนหลัก ไม่ใช่ราคาต่อหัว องค์กรที่มีผู้ดูสามสิบคนจ่ายมากกว่าค่าลิขสิทธิ์ของทีมวิเคราะห์หลายเท่า ทั้งที่กลุ่มผู้ดูส่วนใหญ่เปิดดูตัวเลขชุดเดิมทุกเช้าแล้วปิด
รวมรายงานเอง
2 ชม./วัน × 25 วัน
= 50 ชม./เดือน
≈ ฿7,500/เดือน
≈ ฿90,000/ปี
เมื่อระบบรวมให้อัตโนมัติ
~0
เวลาที่เอาไปโตต่อได้
ตัวอย่างคิดที่ ฿150/ชม. ปรับตามธุรกิจของคุณ
แบ่งคนดูออกเป็นสามระดับก่อนซื้อ
ก่อนตัดสินใจว่าจะซื้อสิทธิ์กี่ที่นั่ง ให้ไล่รายชื่อคนที่ควรเห็นตัวเลขทั้งหมดแล้วจัดเข้าสามกลุ่ม การจัดกลุ่มนี้มักเปลี่ยนคำตอบเรื่องงบไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดมักต้องการน้อยที่สุด
- ผู้สร้างรายงาน คนกลุ่มนี้ต้องต่อแหล่งข้อมูล เขียนสูตร และออกแบบหน้าจอ พวกเขาต้องมีสิทธิ์เต็มรูปแบบจริง และปกติมีจำนวนน้อยมาก คือหนึ่งถึงห้าคนในธุรกิจ SME
- ผู้สำรวจข้อมูล คนกลุ่มนี้ต้องกดเปลี่ยนมุมมอง เจาะลงไปดูรายละเอียด และตั้งคำถามใหม่ระหว่างทาง เช่น ผู้จัดการฝ่ายขายหรือผู้จัดการคลัง กลุ่มนี้คุ้มที่จะให้สิทธิ์แบบโต้ตอบได้
- ผู้รับตัวเลข คนกลุ่มนี้ต้องการตัวเลขชุดเดิมทุกเช้าเพื่อดูว่าปกติหรือไม่ปกติ เช่น หัวหน้าสาขาหรือหัวหน้ากะ กลุ่มนี้มักใหญ่ที่สุดและได้ประโยชน์เท่าเดิมจากสรุปที่ส่งเข้า LINE หรืออีเมลตามรอบ
ทางเลือกแบบผสมที่มักคุ้มที่สุด
เมื่อจัดกลุ่มเสร็จ รูปแบบที่ประหยัดที่สุดมักปรากฏขึ้นเอง คือให้ผู้สร้างและผู้สำรวจใช้เครื่องมือสำเร็จรูปต่อไป เพราะพวกเขาได้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นของมันจริง ส่วนกลุ่มผู้รับตัวเลขซึ่งใหญ่ที่สุด ให้ได้รับข้อมูลผ่านหน้าจอสรุปที่ทำขึ้นเองหรือสรุปที่ส่งอัตโนมัติ ซึ่งไม่มีค่าลิขสิทธิ์ต่อหัว
เงื่อนไขสำคัญของรูปแบบนี้คือทั้งสองทางต้องอ่านจากชั้นข้อมูลเดียวกัน ถ้าหน้าจอสรุปคำนวณยอดขายด้วยสูตรของตัวเองแยกจากเครื่องมือ BI ตัวเลขจะเริ่มไม่ตรงกันภายในไม่กี่เดือน และจะเสียเวลากับการกระทบยอดมากกว่าที่ประหยัดค่าลิขสิทธิ์ได้
คำถามที่พบบ่อย
ควรซื้อสิทธิ์ BI ให้ใครบ้าง
ให้สิทธิ์แบบเต็มกับคนที่สร้างรายงานจริง ซึ่งปกติมีหนึ่งถึงห้าคน และให้สิทธิ์แบบโต้ตอบกับคนที่ต้องกดเปลี่ยนมุมมองและเจาะดูรายละเอียดเป็นประจำ เช่น ผู้จัดการฝ่ายขายหรือผู้จัดการคลัง ส่วนคนที่ต้องการเพียงตัวเลขชุดเดิมทุกเช้า เช่น หัวหน้าสาขาหรือหัวหน้ากะ ได้ประโยชน์เท่าเดิมจากสรุปที่ส่งอัตโนมัติเข้า LINE หรืออีเมล วิธีตรวจที่ง่ายที่สุดคือดูว่าเดือนที่แล้วแต่ละคนเปลี่ยนตัวกรองบนหน้าจอกี่ครั้ง
Power BI กับ Looker Studio ต่างกันอย่างไรในเรื่องต้นทุน
Looker Studio เริ่มต้นได้โดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์ต่อผู้ใช้สำหรับการใช้งานพื้นฐาน จึงเหมาะมากเมื่อต้องการให้คนจำนวนมากเปิดดูรายงานจากแหล่งข้อมูลที่รองรับอยู่แล้ว ส่วน Power BI คิดค่าลิขสิทธิ์ต่อผู้ใช้ต่อเดือนและมีระดับที่คิดตามความจุสำหรับองค์กรใหญ่ ข้อจำกัดของฝั่งที่ไม่มีค่าลิขสิทธิ์มักปรากฏเมื่อข้อมูลมีปริมาณมาก ต้องเชื่อมระบบที่ไม่มีตัวเชื่อมมาตรฐาน หรือต้องกำหนดสิทธิ์ระดับแถว อัตราค่าลิขสิทธิ์ปัจจุบันควรตรวจกับผู้ขายโดยตรงเพราะเปลี่ยนตามช่วงเวลาและแพ็กเกจ
ถ้าจำนวนผู้ใช้จะเพิ่มขึ้นทุกปี ควรคิดอย่างไร
ให้คำนวณต้นทุนรวมสามปีโดยใส่จำนวนผู้ใช้ที่คาดว่าจะเพิ่มในแต่ละปี ไม่ใช่ใช้จำนวนของวันนี้ตลอด เพราะแบบรายหัวจะโตตามจำนวนคนขณะที่แดชบอร์ดที่สร้างเองแทบไม่ขยับเมื่อเพิ่มผู้ใช้ จุดที่สองทางมีต้นทุนเท่ากันเรียกว่าจุดคุ้ม ถ้าคาดว่าจำนวนผู้ใช้จะข้ามจุดนั้นภายในสองถึงสามปี การสร้างเองหรือทำแบบผสมมักคุ้มกว่าตั้งแต่ต้น
ทำหน้าจอเองแล้วจะเสียความสามารถอะไรไปบ้าง
สิ่งที่เสียไปชัดที่สุดคือความยืดหยุ่นในการสำรวจข้อมูลแบบลากเปลี่ยนมุมมองได้อิสระ ซึ่งเครื่องมือสำเร็จรูปทำได้ดีมากและใช้เวลาพัฒนานานถ้าจะทำเอง ด้วยเหตุนี้รูปแบบผสมจึงมักเหมาะที่สุด คือเก็บเครื่องมือสำเร็จรูปไว้ให้คนที่ต้องสำรวจข้อมูลจริง และทำหน้าจอเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้รับตัวเลขที่ต้องการมุมมองคงที่ โดยทั้งสองอ่านจากชั้นข้อมูลเดียวกันเพื่อไม่ให้ตัวเลขขัดกัน
คำถามที่ควรถามก่อนต่อสัญญารอบหน้าไม่ใช่ว่าเครื่องมือนี้แพงไปไหม แต่คือมีกี่คนในองค์กรที่ควรเห็นตัวเลขแต่ยังไม่ได้เห็น เพราะต้นทุนที่แท้จริงของการจำกัดสิทธิ์ ไม่ได้อยู่ในใบแจ้งหนี้ แต่อยู่ในการตัดสินใจที่เกิดขึ้นโดยไม่มีข้อมูล
บริการที่เกี่ยวข้อง
ทางเลือกแทน Power BI และ Looker Studio
เทียบเครื่องมือ BI สำเร็จรูปกับแดชบอร์ดที่สร้างเอง ตามงบและจำนวนผู้ใช้
WhaleScope
ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope
รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล
อ่านต่อ

Power BI หรือจ้างทำ Dashboard เฉพาะ — เลือกทางไหนให้เหมาะกับธุรกิจคุณ
Power BI ทรงพลังและราคาต่อคนไม่แพง แต่ธุรกิจจำนวนมากซื้อมาแล้วไปไม่ถึงฝัน เพราะด่านจริงไม่ใช่ตัวโปรแกรม แต่คือการเตรียมข้อมูลและคนที่ดูแล บทความนี้เทียบให้ชัดว่าธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ Power BI แบบไหนเหมาะกับ Dashboard ที่ทำเฉพาะ และทางผสมที่มักคุ้มที่สุด

Power BI, Looker Studio หรือ Tableau: เลือกเครื่องมือทำ Dashboard ตัวไหนให้เหมาะกับธุรกิจ
สามเครื่องมือทำ dashboard ยอดนิยมทำงานคล้ายกันแต่เหมาะกับธุรกิจต่างแบบ Looker Studio ฟรีและเริ่มง่าย Power BI แข็งแรงสำหรับองค์กรที่ใช้ Microsoft และ Tableau เก่งงานวิเคราะห์ซับซ้อน บทความนี้ช่วยเลือกโดยดูจากงบ ข้อมูล และทีมของคุณ ไม่ใช่ตามกระแส

ปรับแต่งระบบจนเกินพอดี: จุดที่การทำให้ระบบ “เหมือนที่เราทำอยู่” เริ่มแพงกว่าประโยชน์ที่ได้
ทุกการปรับแต่งฟังดูเล็กและสมเหตุสมผลตอนที่ขอ แต่มันสร้างภาระถาวรสามอย่างที่ไม่มีใครคิดถึงตอนอนุมัติ บทความนี้แยกการปรับแต่งที่ควรทำออกจากที่ไม่ควรด้วยคำถามเดียว อธิบายภาษีการอัปเกรดที่ต้องจ่ายทุกปี และให้กติกาที่ทำให้ทีมตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องถกกันทุกครั้ง

Dashboard เจ้าของกิจการควรดูอะไรทุกเช้า: 6 ตัวเลขที่บอกสุขภาพธุรกิจ
เจ้าของกิจการที่ดีไม่ควรต้องรอให้พนักงานสรุปรายงาน แต่ควรเปิดแดชบอร์ดแล้วเห็นสุขภาพธุรกิจได้เองทุกเช้า บทความนี้สรุปว่าแดชบอร์ดเจ้าของกิจการควรมีตัวเลขอะไรบ้าง และทำไมรายงานยอดขายอย่างเดียวไม่พอต่อการตัดสินใจ
