ซื้อของแพงขึ้นทุกล็อต แล้วกำไรคิดจากต้นทุนล็อตไหน: FIFO กับต้นทุนถัวเฉลี่ย เลือกยังไงและทำไมตัวเลขกำไรถึงไม่เท่ากัน

สินค้าเดียวกันในสต๊อกมีต้นทุนสามราคาจากสามล็อต พอขายออกไปหนึ่งชิ้น กำไรควรคิดจากราคาไหน คำถามนี้มีคำตอบมาตรฐานสองแบบที่ให้ตัวเลขกำไรไม่เท่ากัน บทความนี้อธิบายกลไก FIFO กับต้นทุนถัวเฉลี่ยด้วยตัวอย่างที่คำนวณตามได้ ผลกระทบต่อภาษีและการตั้งราคา และเหตุผลที่เรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของระบบ ไม่ใช่ Excel
เราเคยอธิบายไว้แล้วว่าต้นทุนขาย (COGS) คืออะไรและทำไมมันคือครึ่งหนึ่งของสมการกำไร แต่มีคำถามภาคปฏิบัติที่บทความแนวคิดตอบไม่ได้ และธุรกิจซื้อมาขายไปทุกแห่งต้องเจอในยุคที่ราคาสินค้าขยับตลอด: ของตัวเดียวกันในคลังตอนนี้มาจากสามล็อต ล็อตแรกทุน 50 บาท ล็อตสองทุน 60 ล็อตล่าสุดทุน 70 พอขายออกไปหนึ่งชิ้นในราคา 100 บาท กำไรของชิ้นนั้นคือ 50, 40 หรือ 30 บาทกันแน่ คำตอบไม่ใช่แล้วแต่สะดวก เพราะวิธีคิดต้นทุนคือกติกาทางบัญชีที่ต้องเลือกแล้วใช้สม่ำเสมอ และตัวเลือกมาตรฐานของธุรกิจไทยมีสองทาง: FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) กับต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ ทั้งคู่ถูกต้องตามหลักบัญชีและเป็นที่ยอมรับของสรรพากร (ต่างจาก LIFO ที่มาตรฐานไทยไม่ให้ใช้) แต่ให้ตัวเลขกำไรรายเดือนไม่เท่ากัน และความต่างนั้นกระทบตั้งแต่ภาษีจนถึงการตั้งราคา
กลไกของสองวิธี กับตัวอย่างที่เห็นความต่างชัด ๆ
FIFO คิดต้นทุนตามลำดับล็อต: ขายเมื่อไร ตัดต้นทุนจากล็อตเก่าสุดที่ยังเหลือก่อนเสมอ ส่วนต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่จะหลอมทุกล็อตเป็นราคาเดียว และคำนวณใหม่ทุกครั้งที่รับของเข้า ลองแทนตัวเลข: รับเข้าสามล็อต ล็อตละ 100 ชิ้น ที่ทุน 50, 60 และ 70 บาท แล้วขายออก 150 ชิ้นในราคาชิ้นละ 100 ภายใต้ FIFO ต้นทุนขายคือ 100 ชิ้นแรกจากล็อต 50 บวก 50 ชิ้นจากล็อต 60 รวม 8,000 บาท กำไรขั้นต้น 7,000 บาท และของที่เหลือในคลังถูกตีมูลค่าด้วยราคาล็อตใหม่ ๆ ภายใต้ต้นทุนถัวเฉลี่ย ทุนเฉลี่ยของทั้งกองคือ 60 บาท ต้นทุนขาย 150 ชิ้นคือ 9,000 กำไรขั้นต้น 6,000 บาท — ธุรกิจเดียวกัน การขายเดียวกัน แต่กำไรบนกระดาษต่างกัน 1,000 บาท หลักจำสั้น ๆ: ช่วงต้นทุนขาขึ้น FIFO โชว์กำไรสูงกว่า (และภาษีงวดนั้นสูงตาม) เพราะตัดของถูกที่ซื้อไว้ก่อน ส่วนถัวเฉลี่ยเกลี่ยแรงกระแทกให้ตัวเลขนุ่มกว่าและใกล้ต้นทุนปัจจุบันกว่า ช่วงขาลงกลับด้านกัน
เลือกแบบไหนดี: เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจจริง
สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ คำแนะนำตั้งต้นคือต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพราะมันทนต่อความจริงหน้างานที่ของไม่ได้ถูกหยิบตามลำดับซื้อเป๊ะ ๆ ให้ตัวเลขกำไรที่นิ่งพอสำหรับตัดสินใจตั้งราคา และระบบสมัยใหม่ส่วนใหญ่รองรับเป็นค่าเริ่มต้น FIFO เหมาะกว่าเมื่อการไล่ตามล็อตมีความหมายทางกายภาพจริง: สินค้ามีวันหมดอายุหรือรุ่นที่เสื่อมราคาเร็ว ซึ่งอยากให้มูลค่าคงคลังสะท้อนของใหม่ที่เหลืออยู่ หรือธุรกิจที่ต้องตามรอยล็อตเพื่อการเรียกคืนอยู่แล้ว สองเรื่องที่สำคัญกว่าการเลือกคือวินัยหลังเลือก: หนึ่ง เลือกแล้วต้องใช้ต่อเนื่อง การเปลี่ยนวิธีคือเรื่องใหญ่ทางบัญชีที่ต้องทำอย่างเป็นทางการพร้อมปรึกษาผู้สอบบัญชี ไม่ใช่สวิตช์ที่สลับตามปีที่อยากให้กำไรสวย และสอง ไม่ว่าวิธีไหน ต้นทุนที่บันทึกต้องเป็นต้นทุนจริงที่รวมค่าใช้จ่ายถึงคลัง — ค่าขนส่ง ค่านำเข้า — ซึ่งเราเขียนแยกไว้ในเรื่อง landed cost สำหรับสายนำเข้า ตัวเลขต้นทุนที่ผิดตั้งแต่ขาเข้า ทำให้วิธีคิดที่ถูกแค่ไหนก็ให้กำไรที่ผิดอยู่ดี
เหตุผลสุดท้ายที่เรื่องนี้อยู่ในบทความชุดระบบ ไม่ใช่แค่ชุดบัญชี: การคิดต้นทุนแบบใดแบบหนึ่งอย่างถูกต้อง ที่ยอดรับเข้า-ขายออกวันละหลายสิบรายการ เป็นงานที่ Excel ทำได้แค่ในเดือนแรก ระบบขายหรือ ERP ที่ดีจะผูกทุนเข้ากับทุกการรับสินค้า คำนวณเฉลี่ยหรือไล่ล็อตให้อัตโนมัติ และทำให้รายงานกำไรขั้นต้นต่อสินค้าเชื่อถือได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งคือรากของทุกเรื่องที่เราเขียนถึงก่อนหน้า ทั้งการตัดสินใจจัดโปร การดูกำไรต่อออเดอร์ และการรู้ว่าสินค้าไหนควรไปต่อ — ทั้งหมดเริ่มจากต้นทุนต่อชิ้นที่ถูกวิธีและถูกตัวเลข
บริการที่เกี่ยวข้อง
รับวางระบบ ERP
รวมบัญชี สต๊อก การขาย และการผลิตไว้ในระบบเดียวที่เชื่อมกันทั้งธุรกิจ
WhaleScope
ดูโครงสร้างตลาดของทุกหมวดธุรกิจไทย บน WhaleScope
รายชื่อบริษัท ผู้เล่นรายใหญ่ และอัตราคงอยู่ของแต่ละหมวด — จากข้อมูลจดทะเบียน 2 ล้านนิติบุคคล
อ่านต่อ

พนักงานเงินเดือนหนึ่งหมื่นแปด ต้นทุนจริงชั่วโมงละเท่าไร: ตัวเลขที่ใบเสนอราคาและการตัดสินใจจ้างคนใช้ผิดกันมาตลอด
เจ้าของส่วนใหญ่คิดค่าแรงพนักงานด้วยเงินเดือนหารด้วยชั่วโมงทำงานตามกฎหมาย ได้ตัวเลขที่ต่ำกว่าความจริงราวครึ่งหนึ่ง เพราะลืมประกันสังคม โบนัส วันหยุด วันลา เวลาที่ไม่ได้ทำงานให้ลูกค้า และเวลาที่ต้องมีคนคุม บทความว่าด้วยสูตรต้นทุนต่อชั่วโมงที่ทำงานจริง และสามการตัดสินใจที่เปลี่ยนเมื่อตัวเลขนี้ถูก

จ้างสำนักงานบัญชีต่อ หรือจ้างนักบัญชีเข้ามาเอง: จุดตัดไม่ได้อยู่ที่ค่าธรรมเนียม แต่อยู่ที่ว่าคุณต้องการตัวเลขเร็วแค่ไหน
สำนักงานบัญชีให้สิ่งที่ถูกต้องสี่สิบห้าวันหลังเดือนจบ นักบัญชีในบริษัทให้สิ่งที่ใกล้เคียงทุกสัปดาห์ — และธุรกิจที่ตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยการเทียบค่าธรรมเนียมกับเงินเดือน กำลังเทียบราคาของสองสินค้าคนละอย่าง บทความว่าด้วยความล่าช้าของตัวเลขในฐานะต้นทุน สามสัญญาณของจุดเปลี่ยน และทางที่สามที่ธุรกิจส่วนใหญ่ควรเลือกก่อน

ต้นทุนขึ้นทีละนิด ราคาขายเท่าเดิม กำไรหายทั้งก้อน: วิธีจับสินค้าที่มาร์จิ้นรั่วเงียบ ๆ ก่อนที่งบสิ้นปีจะบอก
ไม่มีซัพพลายเออร์รายไหนขึ้นราคาสามสิบเปอร์เซ็นต์ในวันเดียว — พวกเขาขึ้นสามเปอร์เซ็นต์สิบครั้ง และร้านที่ตั้งราคาขายไว้เมื่อสองปีก่อนจะพบว่ากำไรขั้นต้นของสินค้าหลักหายไปครึ่งหนึ่งโดยไม่มีวันไหนที่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยน บทความว่าด้วยการวัดระยะห่างระหว่างต้นทุนล่าสุดกับราคาขายต่อสินค้า และรายงานหน้าเดียวที่ควรดูทุกเดือน

รับงานมาทำแล้วขาดทุนโดยไม่รู้ตัว: ธุรกิจงานสั่งทำที่ไม่เคยเทียบต้นทุนจริงกับใบเสนอราคา จะเสนอราคาผิดแบบเดิมไปเรื่อย ๆ
ทุกใบเสนอราคาบวกกำไรยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่สิ้นปีกำไรเหลือหก — เพราะงานหนึ่งในสามขาดทุน และไม่มีใครรู้ว่างานไหน บทความนี้แยกส่วนต่างระหว่างราคาที่เสนอกับต้นทุนจริงออกเป็นสามก้อน (ปริมาณ ราคา ขอบเขต) และให้ลูปป้อนกลับที่ทำให้ใบเสนอราคาใบถัดไปแม่นขึ้นทุกไตรมาส
